Default thumbnail.Default thumbnail.

ธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓

  เมื่อ: วันอังคาร, พฤศจิกายน 17th, 2020, หมวด

ธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓

ตามที่คณะผู้บริหารกิจการหนังสือพิมพ์ประกอบด้วยเจ้าของ บรรณาธิการ หัวหน้ากองบรรณาธิการ ผู้มีอำนาจทำการแทนของหนังสือพิมพ์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นสมาชิกสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งประชุมกัน เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ลงนามท้ายบันทึกเจตนารมณ์ร่วมกันด้วยการสนับสนุนจากผู้ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์อันได้แก่ ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และนักเขียนทั่วประเทศ ให้สถาปนาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้นเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ควบคุมกันเองในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่น เพื่อส่งเสริมเสรีภาพความรับผิดชอบสถานภาพผู้ประกอบวิชาชีพ และกิจการหนังสือพิมพ์ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนสิทธิการใช้สื่อหนังสือพิมพ์เพื่อการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีการประกาศใช้ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ครบ ๒๓ ปีแล้ว

เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับการทำหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลด้านจริยธรรมของสื่อมวลชนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีความครอบคลุมไปถึงสื่อมวลชนอื่น ๆ ด้วย คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงได้มีมติให้ยกเลิก “ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ” และตรา “ธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓” ฉบับนี้ ขึ้นใช้บังคับแทน ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับถึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

บัดนี้การจัดทำธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ได้แล้วเสร็จ และผ่านความเห็นชอบจากมวลองค์กรสมาชิกแล้ว สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจึงมีมติให้ตราธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓ ไว้ดังต่อไปนี้

หมวด ๑

บททั่วไป

ข้อ ๑ ธรรมนูญนี้เรียกว่า “ธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๓”

ข้อ ๒ ธรรมนูญนี้ใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศใช้เป็นต้นไป

ข้อ ๓ ให้ยกเลิกธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๐และให้ใช้ธรรมนูญสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๖๓ ฉบับนี้แทน

ข้อ ๔ ให้มีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง เรียกชื่อว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ชื่อย่อว่า ส.ส.ช. ชื่อภาษาอังกฤษว่า
The National Press Council of Thailand ชื่อย่อว่า NPCT

ข้อ ๕ องค์กรสมาชิกของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นในสังกัดองค์กรสมาชิก ยอมรับผูกพัน และปฏิบัติตามธรรมนูญฉบับนี้

ข้อ ๖ ในธรรมนูญนี้

“สื่อมวลชน” หมายถึง สื่อหรือช่องทางที่ผลิต เผยแพร่ นำข่าวสาร สาร หรือเนื้อหาสาระทุกประเภทไปสู่ประชาชน อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติธุระ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อดิจิทัล หรือในรูปแบบอื่นใดที่สามารถสื่อความหมายให้ประชาชนทราบได้เป็นการทั่วไป ทั้งนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบทางกฎหมาย และสามารถกำกับดูแลการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

“หนังสือพิมพ์” หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่เสนอข่าวโดยทั่วไปและความคิดเห็นเป็นสาระสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ มีชื่อจ่าหน้าเช่นเดียวกัน และออกหรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม

“โทรทัศน์” หมายถึง สถานีวิทยุโทรทัศน์ หรือรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งการกระจายสัญญาณวิทยุโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิก และการกระจายสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทั้งนี้ ให้รวมถึงการทำให้ปรากฏเป็นเสียงและภาพ เพื่อสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นใด ที่เป็นการเสนอข่าวโดยทั่วไปและความคิดเห็น โดยสถานีหรือรายการนั้นด้วย

“วิทยุ” หมายถึง สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือรายการทางสถานีวิทยุ ทั้งนี้ ให้รวมถึงการทำให้ปรากฏเป็นเสียง เพื่อสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นใด ที่เป็นการเสนอข่าวโดยทั่วไปและความคิดเห็นโดยสถานี หรือรายการนั้นด้วย

“สื่อดิจิทัล” หมายถึง สื่อมวลชนที่อาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชน ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงสื่อดิจิทัลของสมาชิกที่เป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ด้วย

“สภาการสื่อมวลชน” หมายถึงสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

“คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

 “กรรมการ” หมายถึง กรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

“คณะกรรมการจริยธรรม” หมายถึงคณะกรรมการที่ทำหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน กำกับให้มีการปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด รวมทั้งมีหน้าที่พิจารณาตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องที่มีการกล่าวหาร้องเรียนอันเนื่องมาจากการที่สมาชิกละเมิดข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

 “สมาชิก” หมายถึง องค์กรสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

“ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” หมายถึง บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นปกติธุระในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสื่อสารมวลชน และเป็นสมาชิกขององค์กรสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

“ผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชน” หมายถึง บรรณาธิการ หัวหน้ากองบรรณาธิการ บรรณาธิการบริหาร หรือตำแหน่งควบคุมและดำเนินการงานกองบรรณาธิการที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น และให้หมายความรวมถึง ผู้สื่อข่าว ผู้เขียนข่าว ผู้เขียนบทความ ผู้ถ่ายภาพ ผู้เขียนภาพ ผู้ที่ทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับฝ่ายบรรณาธิการหรือบุคคลอื่น ตามที่สภาการสื่อมวลชนกำหนด

ข้อ ๗ สภาการสื่อมวลชน มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

(๒) ส่งเสริมเสรีภาพ และสนับสนุนสิทธิการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 (๓) ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและกิจการสื่อมวลชน

ข้อ ๘ สภาการสื่อมวลชนมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสังกัดสมาชิกให้เป็นไปตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และข้อบังคับ หรือระเบียบปฏิบัติอื่น ซึ่งตราขึ้นตามธรรมนูญนี้ หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) ให้การศึกษาอบรมด้านวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน

(๓) เผยแพร่ ประกาศ รายงานการประชุม งาน คำวินิจฉัย และคำสั่งของสภาการสื่อมวลชน ต่อสาธารณะเป็นประจำ

ข้อ ๙ สภาการสื่อมวลชนอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้

(๑) ค่าบำรุงจากสมาชิก

(๒) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์

(๓) รายได้อื่นจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

(๔) ดอกผลจากเงินตาม (๑) (๒) และ (๓)

หมวด ๒

สมาชิก

ข้อ ๑๐ สมาชิกแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

(๑) สมาชิกก่อตั้ง ประกอบด้วย

๑.๑ ประเภทหนังสือพิมพ์ ได้แก่ สมาชิกที่ผู้บริหาร เจ้าของ หรือบรรณาธิการผู้มีอำนาจเต็มของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ได้ลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ เรื่องการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และยังคงดำเนินกิจการสื่อมวลชนอยู่ต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

๑.๒ ประเภทวิทยุ ได้แก่ สมาชิกที่ผู้บริหาร เจ้าของ หรือบรรณาธิการผู้มีอำนาจเต็มของสถานีวิทยุกระจายเสียง หรือรายการทางสถานีวิทยุ ได้ลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ณ โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ กรุงเทพ และยังคงดำเนินกิจการข่าววิทยุกระจายเสียงนั้นอยู่ต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

๑.๓ ประเภทโทรทัศน์ ได้แก่ สมาชิกที่ผู้บริหาร เจ้าของ หรือบรรณาธิการผู้มีอำนาจเต็มของสถานีวิทยุโทรทัศน์ หรือรายการทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ รวมทั้งการกระจายสัญญาณวิทยุโทรทัศน์แบบบอกรับเป็นสมาชิก และการกระจายสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ได้ลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ เรื่องการจัดตั้งสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ ณ โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ กรุงเทพ และยังคงดำเนินกิจการข่าววิทยุโทรทัศน์นั้นอยู่ต่อเนื่องตลอดมาจนถึงวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

 (๒) สมาชิกสามัญ ได้แก่สมาชิกของสภาการสื่อมวลชน ที่ไม่ใช่สมาชิกก่อตั้ง

ข้อ ๑๑ สมาชิกมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) สนับสนุนกิจกรรมของสภาการสื่อมวลชน และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

(๒) ส่งเสริมและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสังกัดให้ปฏิบัติตามข้อบังคับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ข้อ ๑๒ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่สังกัดสมาชิก ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และข้อบังคับหรือระเบียบปฏิบัติอื่น

สมาชิกหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ฝ่าฝืนข้อบังคับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และข้อบังคับหรือระเบียบปฏิบัติอื่น ถือว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพและให้บังคับตามหมวด ๕

ข้อ ๑๓ สมาชิกหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อ

(๑) เลิกกิจการ

(๒) ไม่ปฏิบัติตามมติของสภาการสื่อมวลชน และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของคณะกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากสมาชิกภาพ

หมวด ๓

คณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ข้อ ๑๔ ให้สภาการสื่อมวลชนมีกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า  “คณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ”  จำนวนไม่เกินยี่สิบสามคน ประกอบด้วย กรรมการที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในองค์กรสมาชิกไม่เกินสิบห้าคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่างๆ อีกแปดคน โดยกรรมการที่มาจากข้าราชการ พนักงานราชการ หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ให้มีได้ไม่เกินหนึ่งคน

ทั้งนี้ จะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งพนักงานลูกจ้างขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอื่นที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล องค์กร หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และในพรรคการเมือง รวมถึงที่ปรึกษา พนักงานและลูกจ้างของพรรคการเมือง

               กรรมการที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้ถือเกณฑ์ดังต่อไปนี้

               (๑) เจ้าของ หรือผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการ บรรณาธิการ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจจากกองบรรณาธิการ จากสมาชิกก่อตั้ง

               (๒) เจ้าของ หรือผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการ บรรณาธิการ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจจากกองบรรณาธิการ จากสมาชิกสามัญ

               ทั้งนี้การเลือกกรรมการตาม (๑) และ (๒) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยให้คำนึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างสมาชิกในส่วนกลางและสมาชิกจากส่วนภูมิภาคในแต่ละกลุ่ม อีกทั้งให้คำนึงถึงสัดส่วนของจำนวนสมาชิกของสื่อแต่ละประเภทด้วย

               ให้กรรมการตาม (๑) และ (๒) เลือกผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่างๆ ได้แก่ ด้านกฎหมาย ด้านวิชาการสื่อสารมวลชน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสิทธิมนุษยชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาละหนึ่งคน และเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงด้านสื่อมวลชน ซึ่งไม่สังกัดองค์กรสื่อมวลชนใด อีกจำนวนสองคน (รวม ๘ คน)        

               ให้คณะกรรมการดำเนินการเลือกกันเองเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาการสื่อมวลชนหนึ่งคน รองประธานสภาการสื่อมวลชน ไม่เกินสามคน เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนหนึ่งคน และกรรมการตำแหน่งอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม

               ให้ประธานสภาการสื่อมวลชนเป็นผู้กระทำการแทนสภาการสื่อมวลชนในการติดต่อกับบุคคลภายนอก แต่ประธานสภาการสื่อมวลชนอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นกระทำการแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้

               ให้รองประธานสภาการสื่อมวลชนคนที่หนึ่ง คนที่สอง หรือคนที่สามกระทำการแทนเมื่อประธานสภาการสื่อมวลชนหรือรองประธานสภาการสื่อมวลชนคนที่หนึ่ง หรือคนที่สองไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วแต่กรณี หากประธานสภาการสื่อมวลชนหรือรองประธานสภาการสื่อมวลชนคนที่หนึ่ง คนที่สอง และคนที่สาม ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการผู้มีอาวุโสสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

               ให้เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการทั้งปวงของสภาการสื่อมวลชน

               วิธีการได้มาซึ่งกรรมการในวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาการสื่อมวลชน

ข้อ ๑๕ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง๓ปี นับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้งตามข้อ ๑๔ 

ข้อ ๑๖ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ออกตามวาระ

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) องค์กรที่สังกัดหยุดดำเนินกิจการ หรือกรรมการจากองค์กรนั้นย้ายสังกัด และต้นสังกัดพ้นสภาพสมาชิกตามข้อ๑๒ เฉพาะกรณีกรรมการมาจากข้อ ๑๐  (๑) (๒)

(๕) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๖) ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

(๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(๘) เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ

ข้อ ๑๗ กรณีที่มีกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการให้มีผู้มาดำรงตำแหน่งแทนตามประเภทของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งในข้อ ๑๖ เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึง ๖๐ วัน และให้กรรมการที่ได้รับเลือกใหม่ อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน

ข้อ ๑๘ ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยทุก ๒ เดือน และกรรมการจะมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทนมิได้

ประธานสภาการสื่อมวลชน อาจเรียกประชุมเมื่อมีเหตุผลสมควร หรือโดยคำร้องขอของกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดก็ได้

การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงถือเป็นองค์ประชุม และให้ประธานสภาการสื่อมวลชน ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ข้อ ๑๙ คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกิจการของสภาการสื่อมวลชน ตามวัตถุประสงค์

(๒) พิจารณาการเป็นสมาชิก

(๓) แต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรม

(๔) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อให้คำแนะนำปรึกษาหรือช่วยทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องที่ได้รับมอบหมายตามวัตถุประสงค์ของสภาการสื่อมวลชน เว้นแต่กิจการที่มีลักษณะหรือสภาพที่สภาการสื่อมวลชนไม่อาจมอบหมายให้กระทำแทนได้

(๕) ออกข้อบังคับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนและข้อบังคับอื่น ตามที่กำหนดในธรรมนูญนี้

(๖) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาและข้อขัดแย้ง หรือปัญหาใดที่มิได้ตราไว้ในธรรมนูญนี้หรือปัญหาการบังคับใช้ธรรมนูญนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุด

(๗) จัดทำรายงานการดำเนินงานประจำปี ของสภาการสื่อมวลชน เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หมวด ๔

การพิจารณาเรื่องร้องเรียน

ข้อ ๒๐ การร้องเรียนว่า ข้อความหรือภาพหรือการสื่อความหมายด้วยวิธีอื่นๆ ที่ปรากฎในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือสื่อดิจิทัล ในสังกัดสมาชิก หรือพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่สังกัดสมาชิก ซึ่งผู้ร้องเรียนเห็นว่าเสียหายหรือขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมด้วยหลักฐานต่อองค์กรสื่อมวลชนนั้น เพื่อบรรเทาความเสียหายตามควรแก่กรณี

ให้องค์กรสมาชิกในส่วนกลาง จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากผู้ได้รับความเสียหาย โดยมีสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกในอัตราที่เหมาะสม ทั้งนี้ องค์กรสมาชิกในส่วนภูมิภาคต้องรวมตัวกันจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนประจำแต่ละภาคด้วย ตามแต่กรณี

หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กร และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนประจำภาค ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำหนด แต่ต้องกำหนดให้ดำเนินการพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน ๓๐ วัน

ข้อ ๒๑ เมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการตามข้อ ๒๐ แล้วถูกปฏิเสธหรือมีการเพิกเฉยที่จะดำเนินการใด ๆ จากคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนภายในองค์กรสมาชิกสื่อมวลชน ซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือเมื่อผู้เสียหายเห็นว่าการบรรเทาความเสียหายของสื่อมวลชนตามข้อ ๒๐ ไม่เป็นที่พอใจจนเห็นได้ชัด ให้ผู้เสียหายมีสิทธิร้องเรียนเป็นหนังสือพร้อมด้วยพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการได้ภายใน ๑๒๐ วัน นับแต่วันได้รับความเสียหายนั้น

การยื่นเรื่องร้องเรียนให้ทำตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ ๒๒  เรื่องที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาดำเนินการ มีหลักเกณฑ์ดังนี้

(๑) เรื่องที่ได้รับคำร้องเรียนจากผู้เสียหายตามข้อ ๒๑ หรือ

(๒) เรื่องที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับข้อความหรือภาพ ที่ปรากฏในสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิก หรือจากพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่สังกัดสมาชิก ขัดต่อข้อบังคับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ถ้าคณะกรรมการมีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ให้แจ้งผู้กล่าวหาร้องเรียนทราบพร้อมด้วยเหตุผล ผู้กล่าวหาร้องเรียนมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายใน ๓๐ วันนับแต่วันรับทราบคำวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัยไปเป็นประการใดแล้วให้ถือเป็นที่สุด

ข้อ ๒๓ ห้ามมิให้คณะกรรมการรับเรื่องไว้พิจารณาดำเนินการในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) เรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกันและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หรือที่ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว หรือ

(๒) เรื่องที่มีข้อกล่าวหาหรือประเด็นเดียวกับเรื่องที่คณะกรรมการได้วินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วและไม่มีพยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งข้อกล่าวหา หรือ

(๓) เรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่ผู้เสียหายทราบเรื่อง หรือเกิน ๑ ปี นับแต่วันเกิดเหตุ เว้นแต่คณะกรรมการจะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องต่อประโยชน์สาธารณะ หรือมีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพสื่อมวลชน

ข้อ  ๒๔ เมื่อคณะกรรมการมีมติให้รับเรื่องไว้เพื่อพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องที่มีการกล่าวหาร้องเรียน แต่หากคณะกรรมการไม่ดำเนินการเอง

ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการจริยธรรมดำเนินการแทน โดยคณะกรรมการจริยธรรมจะแต่งตั้งและมอบหมายให้คณะทำงานสอบข้อเท็จจริงของเรื่องที่ร้องเรียนแทนก็ได้

ข้อ ๒๕ ให้คณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแต่งตั้งคณะกรรมการจริยธรรมจำนวน ๙ คน ประกอบด้วย

                        (๑) กรรมการสภาการสื่อมวลชน ประเภท (๑) เลือกกันเองให้เหลือ ๒ คน

                        (๒) กรรมการสภาการสื่อมวลชน ประเภท (๒) เลือกกันเองให้เหลือ ๑ คน

                        (๓) กรรมการสภาการสื่อมวลชน ประเภทผู้ทรงคุณวุฒิ เลือกกันเองให้เหลือ ๒ คน โดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงด้านสื่อมวลชน ๑ คน

                        (๔) ให้กรรมการจริยธรรมตาม (๑) – (๓) เสนอชื่อบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านวิชาการสื่อสารมวลชน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสิทธิมนุษยชน และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมเป็นกรรมการจริยธรรม ให้ได้ ๔ คน โดยไม่ซ้ำสาขา เพื่อให้คณะกรรมการดำเนินการรับรองและแต่งตั้ง

                        ในคราวแรกของการประชุม ให้คณะกรรมการจริยธรรมพิจารณาเลือกประธาน รองประธานและเลขานุการคณะกรรมการจริยธรรมให้เสร็จสิ้นเพื่อแจ้งให้คณะกรรมการทราบ

                         การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการจริยธรรมให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน และข้อบังคับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งได้ออกตามธรรมนูญนี้

            ข้อ ๒๖ เมื่อคณะกรรมการจริยธรรม ได้ตรวจสอบและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ให้แจ้งผลการพิจารณาให้คณะกรรมการและคู่กรณีทราบ ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเห็นว่ายังมีพยานหลักฐานหรือเหตุผลอื่นที่ยังไม่ได้พิจารณา ให้ยื่นคำคัดค้านต่อคณะกรรมการจริยธรรม ภายใน ๒๐ วันนับแต่วันที่ได้รับทราบผลการพิจารณา

เมื่อคณะกรรมการจริยธรรมได้รับคำคัดค้านแล้ว ให้ส่งผลการพิจารณาพร้อมคำคัดค้านของคู่กรณีให้คณะกรรมการพิจารณาต่อไป

หมวด ๕

ความรับผิดทางจริยธรรม

 ข้อ ๒๗ เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิก หรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในสังกัดสมาชิกละเมิดหรือประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) แจ้งเป็นหนังสือให้ต้นสังกัดสมาชิกที่ถูกร้องเรียน ลงตีพิมพ์หรือประกาศเพื่อเผยแพร่คำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของคณะกรรมการภายใต้เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยนั้นโดยสภาการสื่อมวลชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

(๒) แจ้งเป็นหนังสือให้ต้นสังกัดสมาชิกที่ถูกร้องเรียน บรรเทาความเสียหายด้วยการลงตีพิมพ์หรือประกาศเพื่อเผยแพร่ข้อความคำขอโทษต่อผู้เสียหายตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ โดยสภาการสื่อมวลชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

(๓) ในกรณีผู้ประพฤติผิดเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ส่งคำวินิจฉัยไปยังต้นสังกัดของผู้นั้น เพื่อดำเนินการลงโทษ แล้วแจ้งผลให้สภาการสื่อมวลชนทราบโดยเร็ว

(๔) ในกรณีที่เห็นสมควร สภาการสื่อมวลชนอาจตักเตือน เป็นลายลักษณ์อักษร

หลังจากแจ้งผลการพิจารณาให้แก่ผู้ถูกร้องเรียนทราบแล้ว ให้สภาการสื่อมวลชนเผยแพร่คำวินิจฉัยต่อสาธารณะ

หมวด ๖

การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญ

ข้อ ๒๘ การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญนี้ จะกระทำได้จากการเสนอของกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด โดยทำเป็นหนังสือเสนอต่อคณะกรรมการก่อนการประชุมตามข้อ ๑๘ วรรคสองไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน มติให้แก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญนี้ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

หมวด ๗

บทเฉพาะกาล

ข้อ ๒๙ ข้อบังคับ คำสั่ง ระเบียบ แนวปฏิบัติ และหรือประกาศที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๐ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนในวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับธรรมนูญฉบับนี้

ข้อ ๓๐ ให้คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนในวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คงปฏิบัติหน้าที่ตามธรรมนูญนี้ต่อไปจนกว่าจะมีคณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติชุดใหม่

ข้อ ๓๑ ให้สมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติที่มีสถานภาพเป็นสมาชิกอยู่ก่อนในวันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คงมีสถานะภาพเป็นสมาชิกสภาการสื่อสารมวลชนแห่งชาติตามธรรมนูญนี้ต่อไปตามเดิม

ข้อ ๓๒ การใดที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใดกล่าวถึงตำแหน่งประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ให้หมายถึงประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ข้อ ๓๓ ให้โอนสิทธิ และหน้าที่ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สิน พนักงาน เจ้าหน้าที่ ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มาเป็นของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติตามธรรมนูญนี้ นับตั้งแต่วันที่ธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๓

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันอังคาร, พฤศจิกายน 17th, 2020, หมวด
ปฏิทิน
พฤศจิกายน 2020
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
ตุลาคม 26, 2020 ตุลาคม 27, 2020 ตุลาคม 28, 2020 ตุลาคม 29, 2020 ตุลาคม 30, 2020 ตุลาคม 31, 2020 พฤศจิกายน 1, 2020
พฤศจิกายน 2, 2020 พฤศจิกายน 3, 2020 พฤศจิกายน 4, 2020 พฤศจิกายน 5, 2020 พฤศจิกายน 6, 2020 พฤศจิกายน 7, 2020 พฤศจิกายน 8, 2020
พฤศจิกายน 9, 2020 พฤศจิกายน 10, 2020 พฤศจิกายน 11, 2020 พฤศจิกายน 12, 2020 พฤศจิกายน 13, 2020 พฤศจิกายน 14, 2020 พฤศจิกายน 15, 2020
พฤศจิกายน 16, 2020 พฤศจิกายน 17, 2020 พฤศจิกายน 18, 2020 พฤศจิกายน 19, 2020 พฤศจิกายน 20, 2020 พฤศจิกายน 21, 2020 พฤศจิกายน 22, 2020
พฤศจิกายน 23, 2020 พฤศจิกายน 24, 2020 พฤศจิกายน 25, 2020 พฤศจิกายน 26, 2020 พฤศจิกายน 27, 2020 พฤศจิกายน 28, 2020 พฤศจิกายน 29, 2020
พฤศจิกายน 30, 2020 ธันวาคม 1, 2020 ธันวาคม 2, 2020 ธันวาคม 3, 2020 ธันวาคม 4, 2020 ธันวาคม 5, 2020 ธันวาคม 6, 2020