Default thumbnail.Default thumbnail.

ธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๖ ครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๕๔๘

  เมื่อ: วันอังคาร, มิถุนายน 24th, 2014, หมวด

โดยที่เห็นเป็นการสมควรให้จัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้นใน ประเทศไทยให้เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ควบคุมกันเองในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ ความรับผิดชอบสถานภาพผู้ประกอบวิชาชีพและกิจการหนังสือพิมพ์ ตลอดจนส่งเสริมสนับสนุนสิทธิการใช้สื่อหนังสือพิมพ์ เพื่อการรับรู้ข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คณะผู้บริหารกิจการหนังสือพิมพ์ประกอบด้วยเจ้าของ บรรณาธิการ หัวหน้ากองบรรณาธิการ ผู้มีอำนาจทำการแทนของหนังสือพิมพ์ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็น สมาชิกสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ซึ่งประชุมกัน เมื่อวันศุกร์ที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ลงนามท้ายบันทึกเจตนารมณ์ร่วมกันดังกล่าวข้างต้น ด้วยการสนับสนุนจากผู้ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์อันได้แก่ ผู้สื่อข่าว ช่างภาพ และนักเขียนทั่วประเทศ ให้สถาปนาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้น โดยตั้งกรรมการคณะหนึ่งจำนวน ๑๑ คน ประกอบด้วยผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์และผู้ทรงคุณวุฒิ จัดทำธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ภายในเวลา ๑ เดือน

บัดนี้ คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้จัดทำธรรมนูญเสร็จและได้รับความเห็นชอบจากองค์กรสมาชิกทั้งมวลแล้ว จึงให้ตราธรรมนูญสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไว้ ดังต่อไปนี้

 

หมวด ๑

บททั่วไป

ข้อ ๑ ให้มีองค์กรอิสระควบคุมกันเอง เรียกชื่อว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ชื่อย่อว่า ส.น.ช. ชื่อภาษาอังกฤษว่า **The National Press Council of Thailand ชื่อย่อว่า NPCT

ข้อ ๒ องค์กรสมาชิกตามรายชื่อท้ายธรรมนูญนี้ ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ รวมทั้งผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในสังกัดองค์กรสมาชิก ยอมรับผูกพัน และปฏิบัติตามธรรมนูญฉบับนี้

ข้อ ๓ ในธรรมนูญนี้

* หนังสือพิมพ์ หมายถึงสิ่งพิมพ์ที่เสนอข่าวโดยทั่วไปและความคิดเห็นเป็นสาระสำคัญเป็นส่วนใหญ่

*ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ มีชื่อจ่าหน้าเช่นเดียวกัน และออกหรือเจตนาจะออกตามลำดับเรื่อยไป มีกำหนดระยะเวลาหรือไม่ก็ตาม มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม

“สภาการหนังสือพิมพ์” หมายถึงสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

“คณะกรรมการ” หมายถึงคณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

* แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

 

 

“กรรมการ” หมายถึงกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

“สมาชิก” หมายถึงองค์กรสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

“ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์” หมายถึงเจ้าของหนังสือพิมพ์ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณาบรรณาธิการ  และให้หมายความรวมถึง ผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์และผู้ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์ด้วย

“ผู้ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์” หมายถึง บรรณาธิการ หัวหน้ากองบรรณาธิการ บรรณาธิการบริหาร หรือตำแหน่งควบคุมและดำเนินการงานกองบรรณาธิการที่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น และให้หมายความรวมถึง ผู้สื่อข่าว ผู้เขียนข่าว ผู้เขียนบทความ ผู้ถ่ายภาพ ผู้เขียนภาพ ผู้ที่ทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวเนื่องกับฝ่ายบรรณาธิการหรือบุคคลอื่น ตามที่สภาการหนังสือพิมพ์กำหนด

ข้อ ๔ สภาการหนังสือพิมพ์มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(๑) ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ให้มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

(๒) ส่งเสริมเสรีภาพ และสนับสนุนสิทธิการรับรู้ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข

(๓) ส่งเสริมและพัฒนาการประกอบวิชาชีพและกิจการหนังสือพิมพ์

ข้อ ๕ สภาการหนังสือพิมพ์มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิก และผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในสังกัดสมาชิกให้เป็นไปตามข้อบังคับว่า ด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ **และข้อบังคับ หรือระเบียบปฏิบัติอื่น ซึ่งตราขึ้นตามธรรมนูญนี้ ** หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) ให้การศึกษาอบรมด้านวิชาการแก่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์

(๓) เผยแพร่ ประกาศ รายงานการประชุม งาน คำวินิจฉัย และคำสั่งของสภาการหนังสือพิมพ์ต่อสาธารณะเป็นประจำ

ข้อ ๖ สภาการหนังสือพิมพ์อาจมีรายได้ดังต่อไปนี้

(๑) ค่าบำรุงจากสมาชิก

(๒) ทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์

(๓) รายได้อื่นจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์

(๔) ดอกผลจากเงินตาม (๑) (๒) และ (๓)

หมวด ๒

สมาชิก

** ข้อ ๗ สมาชิกแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ

(๑) สมาชิกก่อตั้ง ได้แก่ สมาชิกที่ผู้บริหาร เจ้าของ หรือบรรณาธิการผู้มีอำนาจเต็มของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ได้ลงนามในบันทึกเจตนารมณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ เรื่องการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ และยังคงดำเนินกิจการหนังสือพิมพ์นั้นอยู่ต่อเนื่องตลอดมา

(๒) สมาชิกสามัญ ได้แก่ องค์กรสมาชิกที่ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกตามข้อบังคับสภาการ

หนังสือพิมพ์แห่งชาติ

** แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

 

ข้อ ๘ สมาชิกมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) สนับสนุนกิจกรรมของสภาการหนังสือพิมพ์และการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ

(๒) ส่งเสริมและควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในสังกัดให้ปฏิบัติตามข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ข้อ ๙ สมาชิกและผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่สังกัดสมาชิก ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ *และข้อบังคับหรือระเบียบปฏิบัติอื่น โดยเคร่งครัด

สมาชิกหรือผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ฝ่าฝืนข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

*และข้อบังคับหรือระเบียบปฏิบัติอื่นโดยเคร่งครัด ถือว่าประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพและให้บังคับตามหมวด ๕

ข้อ ๑๐ สมาชิกหรือผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ พ้นจากสมาชิกภาพเมื่อ

(๑) ลาออก

(๒) เลิกกิจการ

(๓) ไม่ปฏิบัติตามมติของสภาการหนังสือพิมพ์ฯ และคณะกรรมการมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๓ ใน ๔ ของคณะกรรมการทั้งหมดให้พ้นจากสมาชิกภาพ

 

หมวด ๓
คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์
                    ข้อ ๑๑ ให้สภาการหนังสือพิมพ์มีกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” จำนวนไม่เกินยี่สิบเอ็ดคนประกอบด้วยกรรมการที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ไม่เกิน**สิบสี่คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาอาชีพต่าง ๆ ทั้งนี้ กรรมการจะต้องไม่เป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานท้องถิ่น พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ยกเว้นข้าราชการบำนาญอีก**เจ็ดคน
                    กรรมการที่มาจากผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ให้ถือเกณฑ์สัดส่วนดังต่อไปนี้
                                         (๑) เจ้าของ หรือผู้บริหาร หรือผู้ประกอบการ ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ**ห้าคน
                                         (๒) บรรณาธิการ หรือตัวแทนผู้มีอำนาจจากกองบรรณาธิการ ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือ**ห้าคน
                                         (๓) ผู้ปฏิบัติงานหนังสือพิมพ์ในสังกัดสมาชิกจำนวนสี่คน เลือก**โดยคณะกรรมการสรรหา ซึ่งกรรมการตาม (๑) (๒) แต่งตั้ง
                                         ให้กรรมการตาม (๑) (๒) และ (๓) มาจากกลุ่มผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ไม่เกินกลุ่มละหนึ่งคน ** และในแต่ละประเภทต้องมีผู้ประกอบวิชาชีพจากสมาชิกก่อตั้งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
                                         (๔) ให้กรรมการตาม (๑) (๒) และ (๓) เลือกผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาอาชีพต่างๆ อีก**เจ็ดคน
ในจำนวนนี้ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีอาวุโสและประสบการณ์สูงด้านหนังสือพิมพ์ ซึ่งไม่สังกัดหนังสือพิมพ์ใด**สองคน
                    ให้คณะกรรมการดำเนินการเลือกกันเองเพื่อดำรงตำแหน่งประธานสภาการหนังสือพิมพ์คนหนึ่ง รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์สองคน และเลขาธิการคนหนึ่ง กับกรรมการตำแหน่งอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม
 

* แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

** แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

 

                    ให้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์เป็นผู้กระทำการแทนสภาการหนังสือพิมพ์ในการติดต่อกับบุคคลภายนอก แต่ประธานอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นกระทำการแทนตนเฉพาะในกิจการใดก็ได้
                    ให้รองประธานสภาการหนังสือพิมพ์คนที่หนึ่งหรือคนที่สองกระทำการแทนเมื่อประธานสภาการหนังสือพิมพ์หรือรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์คนที่หนึ่งไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วแต่กรณี  หากประธานสภาการหนังสือพิมพ์หรือรองประธานสภาการหนังสือพิมพ์คนที่หนึ่งและคนที่สองไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการผู้มีอาวุโสสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว
                    ให้เลขาธิการมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการทั้งปวงของสภาการหนังสือพิมพ์
                    วิธีการได้มาซึ่งกรรมการในวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์

ข้อ ๑๒ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่ง**สามปี นับแต่วันที่ได้รับการเลือกตั้งตามข้อ ๑๑ วรรคสาม แต่จะดำรงตำแหน่งเกินกว่าสองวาระติดต่อกันไม่ได้

ข้อ ๑๓ กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) ออกตามวาระ

(๒) ตาย

(๓) ลาออก

(๔) ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๙

(๕) องค์กรที่สังกัดหยุดดำเนินกิจการ **หรือกรรมการจากองค์กรนั้นย้ายสังกัด เฉพาะกรณีกรรมการมาจากข้อ ๑๑  (๑) (๒) และ (๓)

(๖) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และคณะกรรมการมีมติให้พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

(๗) ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย

(๘) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(๙) เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นผู้วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ

ข้อ ๑๔ กรณีที่มีกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการให้มีผู้มาดำรงตำแหน่งแทนตามประเภทของกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง ในข้อ ๙ เว้นแต่วาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงหกสิบวันและให้กรรมการที่ได้รับเลือกใหม่ อยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งตนแทน

ข้อ ๑๕ ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยทุกสองเดือน และกรรมการจะมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้าประชุมแทนมิได้

ประธานสภาการหนังสือพิมพ์อาจเรียกประชุมเมื่อมีเหตุผลสมควร หรือโดยคำร้องขอของกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดก็ได้

การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงถือเป็นองค์ประชุม และให้ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ข้อ ๑๖ คณะกรรมการมีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) บริหารกิจการของสภาการหนังสือพิมพ์ตามวัตถุประสงค์

 

** แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

 

(๒) พิจารณาการเป็นสมาชิก

(๓) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อ**ให้คำแนะนำปรึกษาหรือ ช่วยทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องที่ได้รับมอบหมายตามวัตถุประสงค์ของสภาการ หนังสือพิมพ์ เว้นแต่กิจการที่มีลักษณะหรือสภาพที่สภาการหนังสือพิมพ์ไม่อาจมอบหมายให้ กระทำแทนได้

(๔) ออกข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์และข้อบังคับอื่น ตามที่กำหนดในธรรมนูญนี้

(๕) พิจารณาและวินิจฉัยปัญหาและข้อขัดแย้ง หรือปัญหาใดที่มิได้ตราไว้ในธรรมนูญนี้หรือปัญหาการบังคับใช้ธรรมนูญนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวให้เป็นที่สุด

 

หมวด ๔

การพิจารณาเรื่องร้องเรียน

ข้อ ๑๗ ผู้ได้รับความเสียหายจากข้อความ หรือภาพที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ที่เป็นสมาชิกหรือจากพฤติกรรมของผู้ประกอบ วิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่สังกัดสมาชิก ซึ่งผู้เสียหายเห็นว่าขัดต่อข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์ว่าด้วยจริยธรรม แห่งวิชาชีพ ให้แจ้งเป็นหนังสือพร้อมด้วยพยานหลักฐานต่อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นโดยตรงเสีย ก่อน เพื่อให้หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นดำเนินการบรรเทาความเสียหายตามควรแก่กรณี

ข้อ ๑๘ เมื่อผู้เสียหายได้ดำเนินการตามข้อ ๑๗ แล้ว ถูกปฏิเสธหรือเพิกเฉยที่จะดำเนินการใด ๆ จากหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหาย หรือเมื่อผู้เสียหายเห็นว่าการบรรเทาความเสียหายของหนังสือพิมพ์ตามข้อ ๑๗ ไม่เป็นที่พอใจจนเห็นได้ชัด จึงมีสิทธิร้องเรียนเป็นหนังสือพร้อมด้วยพยานหลักฐานต่อ**คณะกรรมการได้ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันได้รับความเสียหายนั้น

การยื่นเรื่องร้องเรียนให้ทำตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด

ข้อ ๑๙ เรื่องที่คณะกรรมการจะรับไว้พิจารณาดำเนินการ มีหลักเกณฑ์ดังนี้

(๑) เรื่องที่ได้รับคำร้องเรียนจากผู้เสียหายตามข้อ ๑๘ หรือ

(๒) เรื่องที่คณะกรรมการเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ   หรือมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับข้อความหรือภาพ

ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ที่เป็นสมาชิก หรือจากพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ที่สังกัดสมาชิก ขัดต่อข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

ถ้าคณะกรรมการมีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ก็ให้แจ้งให้ผู้กล่าวหาร้องเรียนทราบพร้อมด้วยเหตุผล    ผู้กล่าวหาร้องเรียนมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการภายในสามสิบวันนับแต่ วันรับทราบคำวินิจฉัย เมื่อคณะกรรมการได้วินิจฉัยไปเป็นประการใดแล้วให้ถือเป็นที่สุด

ข้อ ๒๐ ห้ามมิให้คณะกรรมการรับเรื่องไว้พิจารณาดำเนินการในกรณีดังต่อไปนี้

(๑) เรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกันและอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หรือที่ศาลพิพากษา

หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว หรือ

(๒) เรื่องที่มีข้อกล่าวหาหรือประเด็นเดียวกับเรื่องที่คณะกรรมการได้วินิจฉัยเป็นที่สุดไปแล้วและไม่มี

พยานหลักฐานใหม่ซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งข้อกล่าวหา  หรือ

 

** แก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

 

 

(๓) เรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ผู้เสียหายทราบเรื่อง หรือเกินหนึ่งปี นับแต่วัน

เกิดเหตุ  เว้นแต่คณะกรรมการจะเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวข้องต่อประโยชน์สาธารณะ หรือมีผลกระทบต่อเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์

ข้อ ๒๑ เมื่อคณะกรรมการมีมติให้รับเรื่องไว้พิจารณา ในการพิจารณาตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องที่มีการกล่าวหาร้องเรียน หากคณะกรรมการไม่ดำเนินการเอง ให้กระทำดังนี้

(๑) ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ดำเนินการแทน หรือ

(๒)  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องให้ดำเนินการ

การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์หรือคณะอนุกรรม การเฉพาะเรื่อง  เป็นไปตามข้อบังคับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่าด้วยการนั้น

ข้อ ๒๒ เมื่อคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง ได้ตรวจสอบและดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ให้แจ้งผลการพิจารณาให้ คณะกรรมการ คู่กรณี ทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พิจารณาเสร็จ หากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเห็นว่ายังมีพยานหลักฐานหรือเหตุผลอื่นที่ยังไม่ ได้พิจารณา ให้ยื่นคำคัดค้านต่อคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องแล้วแต่กรณีภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับ ทราบผลการพิจารณา

ในกรณีที่มีการคัดค้านผลการพิจารณาตามวรรคแรก ให้คณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์        หรือคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่องส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการรับอุทธรณ์พิจารณา ต่อไปโดยเร็ว   ถ้าไม่มีการคัดค้านให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยต่อไป

ข้อ ๒๓ ให้คณะกรรมการตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วย กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และจะมีผู้ทรงคุณวุฒิตามที่คณะกรรมการกำหนดด้วยหรือไม่ก็ได้ รวมแล้วจำนวนไม่เกินเจ็ดคน เพื่อพิจารณาและดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ในกรณีที่มีการคัดค้านผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ หรือคณะอนุกรรมการเฉพาะเรื่อง ตามข้อ ๒๒

                             เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วให้คณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่งเรื่องให้คณะกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติพิจารณาต่อไป

หมวด ๕

ความรับผิดทางจริยธรรม

ข้อ ๒๔ เมื่อคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิก หรือผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ในสังกัดสมาชิกละเมิดหรือประพฤติผิด จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ให้คณะกรรมการมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) แจ้งเป็นหนังสือให้หนังสือพิมพ์ฉบับที่ถูกร้องเรียน ลงตีพิมพ์คำวินิจฉัยอันเป็นที่สุดของคณะกรรมการในตำแหน่งและขนาดตัวอักษรที่ เห็นได้ชัด ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยนั้นโดยสภาการหนังสือพิมพ์ไม่ต้องเสียค่าใช้ จ่าย

(๒) แจ้งเป็นหนังสือให้หนังสือพิมพ์ฉบับที่ถูกร้องเรียน บรรเทาความเสียหายด้วยการตีพิมพ์ข้อความคำขอโทษต่อผู้เสียหายตามคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการ โดยสภาการหนังสือพิมพ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

(๓) ในกรณีผู้ประพฤติผิดเป็นผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ให้ส่งคำวินิจฉัยไปยังหนังสือพิมพ์ต้นสังกัดของผู้นั้น เพื่อดำเนินการลงโทษ แล้วแจ้งผลให้สภาการหนังสือพิมพ์ทราบโดยเร็ว

(๔) ในกรณีที่เห็นสมควร สภาการหนังสือพิมพ์อาจตักเตือน หรือตำหนิ และเผยแพร่คำวินิจฉัยนั้นต่อสาธารณะได้ด้วย

หมวด ๖

การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญ

ข้อ ๒๕ การแก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญนี้ จะกระทำได้จากการเสนอของกรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด โดยทำเป็นหนังสือเสนอต่อคณะกรรมการก่อนการประชุมตามข้อ ๑๓ วรรคสองไม่น้อยกว่าสามสิบวัน มติให้แก้ไขเพิ่มเติมธรรมนูญนี้ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของ จำนวนกรรมการทั้งหมด

ข้อ ๒๖ ธรรมนูญนี้ ให้ใช้บังคับถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป

 

บทเฉพาะกาล

ข้อ ๒๗ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการจัดทำธรรมนูญนี้ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการชั่วคราวเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

(๑) ดำเนินการให้มีคณะกรรมการตามข้อ ๙ ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันประกาศธรรมนูญนี้

(๒)  ออกข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือระเบียบอื่นที่จำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตาม (๑)

ประกาศ ณ วันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

นายมานิจ  สุขสมจิตร

ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

หมายเหตุ ๑) การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖สมัยที่ ๓ นายสมชาย

กรุสวนสมบัติ ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

๒) การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่สอง เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๘ สมัยที่ ๔ นายพงษ์ศักดิ์

พยัฆวิเชียร ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันอังคาร, มิถุนายน 24th, 2014, หมวด
ปฏิทิน
สิงหาคม 2017
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
กรกฎาคม 31, 2017 สิงหาคม 1, 2017 สิงหาคม 2, 2017 สิงหาคม 3, 2017 สิงหาคม 4, 2017 สิงหาคม 5, 2017 สิงหาคม 6, 2017
สิงหาคม 7, 2017 สิงหาคม 8, 2017 สิงหาคม 9, 2017 สิงหาคม 10, 2017 สิงหาคม 11, 2017 สิงหาคม 12, 2017 สิงหาคม 13, 2017
สิงหาคม 14, 2017 สิงหาคม 15, 2017 สิงหาคม 16, 2017 สิงหาคม 17, 2017 สิงหาคม 18, 2017 สิงหาคม 19, 2017 สิงหาคม 20, 2017
สิงหาคม 21, 2017 สิงหาคม 22, 2017 สิงหาคม 23, 2017 สิงหาคม 24, 2017 สิงหาคม 25, 2017 สิงหาคม 26, 2017 สิงหาคม 27, 2017

Category: ทั่วไปทั้งวัน: สัมมนาหลักจริยธรรมวิชาชีพและกระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียน

ทั้งวัน: สัมมนาหลักจริยธรรมวิชาชีพและกระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียน
สิงหาคม 28, 2017 สิงหาคม 29, 2017 สิงหาคม 30, 2017 สิงหาคม 31, 2017 กันยายน 1, 2017 กันยายน 2, 2017 กันยายน 3, 2017