Default thumbnail.Default thumbnail.

สมาคมนักข่าวฯ ร่วมกับชมรมนักข่าวอาเซียนและกระทรวงบัวแก้ว จัดเวทีวิชาการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนให้สื่อมวลชน

  เมื่อ: วันพฤหัส, สิงหาคม 20th, 2015, หมวด ข่าวเด่น

สมาคมนักข่าวฯ ร่วมกับชมรมนักข่าวอาเซียนและกระทรวงบัวแก้ว จัดเวทีวิชาการสร้างความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนให้สื่อมวลชน “ดร.สุรินทร์” เน้นบทบาทสื่อมวลชนในการช่วยก้าวข้ามความขัดแย้งเพื่อพัฒนาอาเซียนให้เป็นรูปธรรม  ขณะที่ “อาจารย์ชาญวิทย์” เสนอจัดตั้งมหาวิทยาลัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาเรื่องราวอาเซียนเพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน

ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชมรมนักข่าวอาเซียนและกระทรวงการต่างประเทศ จัดการประชุม Annual ASEAN Journalists Club Forum หัวข้อ “ภูมิศาสตร์การเมืองในภูมิภาค ผลกระทบต่อสามเสาหลักในภูมิภาคประเทศสมาชิก” เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเรื่องประชาคมอาเซียนให้กับสื่อมวลชนไทย  ทั้งนี้ภายในงานได้มีการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ประชาคมอาเซียนกับภูมิศาสตร์การเมืองใหม่ในภูมิภาค” โดยดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันนวัตกรรมแห่งอนาคต

 

41

ดร.สุรินทร์  กล่าวว่า ภาคประชาสังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของภูมิภาคอาเซียน และบทบาทของสื่อเองก็ต้องพยายามในการเชื่อมต่อและหล่อหลอมผู้คนในภูมิภาคอาเซียน 690 ล้านคน ให้ก้าวข้ามแดนในการทำงานร่วมกันให้ได้ ซึ่งการเติบโตของอาเซียนเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเฉพาะประเทศไทยเป็นจุดที่สว่างที่สุด เราจึงต้องอาศัยความได้เปรียบตรงจุดนี้เพื่อจะเป็นศูนย์กลางของอาเซียนให้ได้ และสร้างการเชื่อมโยงในทุกภาคส่วนให้เกิดขึ้นร่วมกัน โดยเฉพาะบทบาทของสื่อมวลชนเป็นบทบาทที่สำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องอาเซียนให้เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา  ศาสนา  การเมือง  การปกครอง  เศรษฐกิจ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน  สำหรับประเทศไทยเราเป็นอันดับสองของภูมิภาคอาเซียน แต่ปัญหาคือเราพร้อมหรือไม่ที่จะพัฒนาร่วมกับประเทศอื่น  ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมตัว หาประโยชน์และฉวยโอกาสจากการรวมตัวกันของภูมิภาคอาเซียนให้ได้

ประธานสถาบันนวัตกรรมแห่งอนาคตกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องคือ เราต้องก้าวข้ามความขัดแย้ง การทะเลาะเบาะแว้งในประเทศเราเอง ที่จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจของประเทศและด้านอื่นๆ เพราะสังเกตได้อย่างชัดเจน ว่าถึงแม้ว่าเราจะเป็นอันดับสองของภูมิภาคอาเซียน แต่การเติบโต การลงทุนทางเศรษฐกิจไม่ได้หลั่งไหลมาในประเทศเรา เนื่องจากความไม่มีเสถียรภาพของประเทศเรา ดังนั้น เราจะต้องประณามใครก็ตามที่เป็นคนทำให้ปัญหาเพิ่มพูนมากขึ้น  และที่สำคัญเราจะต้องร่วมกันในการหลีกเลี่ยงความแตกแยก ความเผชิญหน้ากัน และร่วมกันพัฒนาประเทศและความเป็นภูมิภาคอาเซียนของเราให้เติบโตขึ้นได้

“เราไม่สามารถแอบอยู่หลังกำแพง และต้องยกระดับตัวเองเพื่อก้าวไปสู่อาเซียน เราจะไม่ได้รับประโยชน์เลยหากเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราจะต้องทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งผูกพันเข้าด้วยกัน เพื่อที่เราจะโตขึ้นกับการแข่งขันในโลก และเราหวังว่าจะไม่มีความแตกแยกมากไปกว่านี้ ถ้าเราทำให้นิมิตรหมายอาเซียนเป็นอนาคตสำหรับเรา และหากสื่อมวลชนเข้ามาเป็นตัวกลางในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจ และการตื่นตัวในภูมิภาคอาเซียนจะทำให้ความฝันและแรงบันดาลใจเป็นจริง ซึ่งเราจะต้องทำให้เรื่องของอาเซียนเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของเราซึ่งเป็นสื่อมวลชน นี่เป็นอำนาจที่สื่อจะทำได้” ดร.สุรินทร์  กล่าว

 

chanvit2

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทยกล่าวในงานสัมมนา “หัวข้อภูมิศาสตร์การเมืองใหม่ในภูมิภาค ผลกระทบต่อสามเสาหลักในภูมิภาค ผลกระทบต่อสามเสาหลักในภูมิภาคและประเทศสมาชิก” ว่า  เราได้มีการผลักดันให้เกิดการศึกษาเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นในมหาวิทยาลัยของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ หรือภาคใต้โดยการผลักดันร่วมกันของ ดร.สุรินทร์และรัฐบาลในหลายยุคสมัย เพื่อใช้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหลังจากที่ได้มีการศึกษาเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภูมิภาคอาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง ศาสนา แต่สิ่งที่สำคัญ แม้ว่าเราจะเรียนรู้เรื่องอาเซียนมากแค่ไหนก็ตาม แต่เป็นการยากที่จะทำให้เราเชื่อว่าเราเป็นทั้งคนไทยและเป็นคนอาเซียนด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก ที่หลายคนรู้จักโตเกียว นิวยอร์ก แต่ไม่รู้จักเมืองหลวงของประเทศเพื่อนบ้านเราด้วยซ้ำ เราจึงจำเป็นที่จะต้องสื่อสารและเรียนรู้กันให้มากกว่านี้

กรรมการและเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า  ทุกครั้งที่มีการประชุมก็จะเป็นการจัดประชุมแบบเมืองต่อเมืองในภูมิภาคอาเซียน แต่ไม่เคยมีการจัดประชุมประชาชนในภูมิภาคอาเซียนให้พบกัน จึงอยากให้การดำเนินการในเรื่องนี้เป็นรูปธรรม โดยอยากเห็นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยอาเซียน หรือมหาวิทยาลัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เกิดขึ้น เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของอาเซียนร่วมกัน ถ้าหากเกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นประโยชน์ที่เราจะเรียนรู้อาเซียนร่วมกัน เหมือนที่อียูมีมหาวิทยาลัยที่ประเทศอิตาลี เราถูกแบ่งแยกซึ่งกันและกันมานานแล้ว หากเราสามารถทำเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมก็จะทำให้เราสามารถศึกษาและเรียนรู้ร่วมกันได้

 

panitan2

ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า  ในอีกหลายสิบปีข้างหน้าการเปลี่ยนแปลงในเรื่องน่านน้ำของภูมิภาคอาเซียนจะมีมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ประเทศจีน และสหรัฐอเมริกาก็ได้ส่งเรือดำน้ำและเครื่องบินเข้ามาสอดแนมในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่แค่ภูมิภาคเราเท่านั้นที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง ภูมิภาคอื่นๆ ก็ต้องเผชิญกับเรืองนี้ อาทิประเทศเกาหลีใต้และประเทศสิงคโปร์ก็เริ่มสร้างความเข้มแข้งให้กับกองทัพเรือของเขาเช่นกัน  ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลงด้านน่านน้ำก็จะมีเพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านน่านน้ำเท่านั้น ตะเข็บชายแดนที่มีความเชื่อมโยงกันในภูมิภาคอาเซียนก็จะมีปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์  ความขัดแย้งทางด้านชายแดน ปัญหาเรื่องการอพยพย้ายถิ่นฐานก็จะมีมากขึ้น ที่สำคัญในแต่ละประเทศก็จะมีปัญหาของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าถ้าหากปัญหาเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรในการเแก้ไขปัญหานี้  ทั้งนี้สิ่งที่น่าวิตกมากที่สุดคือเรื่องการป้องกันปัญหาผู้ก่อการร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยาก ซึ่งเราจะต้องสร้างความมั่นคงภายในให้เกิดขึ้นก่อน จึงจะไปแก้ปัญหาในเรื่องอื่นๆ ได้

kasamsan2

ขณะที่นายเกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญ AEC กล่าวว่า ตนไม่ค่อยสนใจเรื่องเออีซี แต่สนใจในเรื่องอาเซียนบวกหกมากกว่า เพราะมีอำนาจทางเศรษฐกิจสูง เนื่องจากมีประเทศมหาอำนาจอย่างรัสเซีย  เข้ามาร่วมด้วย จึงจะทำให้ขนาดของจีดีพีเศรษฐกิจขยายมากขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคอาเซียนเติบโตมากขึ้น  โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2020 ลาวจะเป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้เป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน อันดับสองคือประเทศพม่า ที่อีก 5 ปี จีดีพีจะโตขึ้น 7%  และอินโดนีเซียก็จะโตขึ้น 5-6%  สิงคโปร์จะโตขึ้น 4%  มาเลเซียจะโตขึ้น 3% ขณะที่เวียดนามจะนำหน้าประเทศไทย โดยจีดีพีจะโตขึ้น 7% ส่วนไทยจะโตขึ้นเพียง 3% และประเทศเวียดนามก็กลายเป็นฐานการผลิตของประเทศสิงคโปร์ที่จะกระจายสินค้าไปทั่วโลก

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันพฤหัส, สิงหาคม 20th, 2015, หมวด ข่าวเด่น
ปฏิทิน
มิถุนายน 2020
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
มิถุนายน 1, 2020 มิถุนายน 2, 2020 มิถุนายน 3, 2020 มิถุนายน 4, 2020 มิถุนายน 5, 2020 มิถุนายน 6, 2020 มิถุนายน 7, 2020
มิถุนายน 8, 2020 มิถุนายน 9, 2020 มิถุนายน 10, 2020 มิถุนายน 11, 2020 มิถุนายน 12, 2020 มิถุนายน 13, 2020 มิถุนายน 14, 2020
มิถุนายน 15, 2020 มิถุนายน 16, 2020 มิถุนายน 17, 2020 มิถุนายน 18, 2020 มิถุนายน 19, 2020 มิถุนายน 20, 2020 มิถุนายน 21, 2020
มิถุนายน 22, 2020 มิถุนายน 23, 2020 มิถุนายน 24, 2020 มิถุนายน 25, 2020 มิถุนายน 26, 2020 มิถุนายน 27, 2020 มิถุนายน 28, 2020
มิถุนายน 29, 2020 มิถุนายน 30, 2020 กรกฎาคม 1, 2020 กรกฎาคม 2, 2020 กรกฎาคม 3, 2020 กรกฎาคม 4, 2020 กรกฎาคม 5, 2020