Default thumbnail.Default thumbnail.

บทพิสูจน์ 13 ปี แห่งการเดินทางบน “การจัดการน้ำ” ที่ไม่สูญเปล่า ช่วยชุมชนรอดภัยแล้ง แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

  เมื่อ: วันอังคาร, กรกฎาคม 14th, 2020, หมวด บอกเล่าเก้าสิบ

บทพิสูจน์ 13 ปี แห่งการเดินทางบน “การจัดการน้ำ” ที่ไม่สูญเปล่า

ช่วยชุมชนรอดภัยแล้ง แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

 

จากความต้องการดับไฟป่า ได้นำไปสู่การสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยเชื่อว่าหยดน้ำเล็ก ๆ คือ ต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งทั้ง ดิน ป่า และความสมดุลของทรัพยากร

การเดินทางที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนสายน้ำ กว่า 13 ปี ที่เอสซีจีและชุมชน ตลอดจนสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่โดยใช้ทั้งความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ ช่วยพลิกชีวิตความเป็นอยูjของ 70 ชุมชน 16,200 ครัวเรือน ใน 28 จังหวัด ให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และเหลือใช้สำหรับพื้นที่เกษตรกว่า 45,300 ไร่

ความสำเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง การแสวงหาพันธมิตรจึงเป็นทางออกที่เป็นพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญทั้งวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนานที่สุดในรอบ 40 ปี และสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19)

“ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

หลักคิดแก้น้ำแล้ง-น้ำท่วม 

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้เล่าย้อนไปว่า ชุมชนชนบทต่างประสบปัญหา “น้ำท่วม-น้ำแล้ง” ทุกปี วนเวียนสลับไปมา นั่นเพราะสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาอยู่ที่การขาดการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและไม่มีการกักเก็บน้ำในฤดูฝน

“ทุกปีจะมีสองคำวนเวียนในชีวิตชาวบ้าน คือ ฝนแล้งและน้ำท่วม ปีไหนน้ำท่วมปีถัดไปก็น้ำแล้ง สลับกันไป เป็นปัญหาที่ขัดกันเอง นี่แสดงให้เห็นว่า มีน้ำแต่น้ำกลับหาย เพราะไม่มีการบริหารจัดการน้ำ ตลอด 70 ปี ที่ในหลวง ร.9 ทรงครองราชย์ กว่าร้อยละ 85-90 ของโครงการในพระราชดำริล้วนเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เพราะน้ำเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งที่ช่วยพลิกฟื้นผืนดินและป่า รวมถึงปัจจัย 4”

ที่ผ่านมา น้ำฝนได้ถูกกักเก็บไว้ใช้เพียงร้อยละ 7- 8 เท่านั้น แสดงว่ายังเหลือน้ำอีกกว่าร้อยละ 92 ที่ยังไม่ถูกกักเก็บและนำมาใช้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 ที่ทรงสอนหลักคิด “ประเมินตนเอง และประมาณตน บริหารความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่ไม่แน่นอน” เพื่อให้นำมาประยุกต์ใช้ในการวางแผน

“ช่วงน้ำมาเยอะก็ถูกปล่อยทิ้งลงทะเลหมด ยามน้ำมาจึงต้องกักเก็บน้ำไว้ เหมือนเรามีเงินเยอะ หากนำไปใช้ก็หมดจึงต้องฝากธนาคาร เช่นเดียวกับการบริหารน้ำ ฝนตก 3 เดือน ก็ต้องเก็บไว้เพื่อใช้ในอีก 9 เดือนที่ไม่มีฝน ชุมชนจึงต้องมีสระเก็บน้ำของตัวเอง แล้วค่อยใช้น้ำจากเขื่อนขนาดใหญ่เมื่อมีความจำเป็น แบบนี้จะช่วยให้มีน้ำใช้ได้อย่างพอเพียง และลดภาระที่จะไปสู่โครงสร้างใหญ่ คาดว่าปี 2564 จะเป็นปีแห่งความหิวโหย (Hungry Year) เนื่องจากปัญหาภัยแล้งส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหาร พร้อมกับปัญหาโควิด-19 เข้ามาซ้ำเติม”

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหาร หากมีการบริหารจัดการการใช้น้ำที่ดี ก็จะทำให้ปัญหาภัยแล้งทุเลา สิ่งสำคัญคือต้องผลักดันให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาจัดการน้ำในชุมชน

 

แก้ปัญหาเรื่องน้ำ คือ แก้ปัญหาความยากจน

จุดเริ่มต้นของความยั่งยืน

ด้าน วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ Enterprise Brand Management Office เอสซีจี กล่าวว่า บนเส้นทางแห่งการทำงานเรื่องการบริหารจัดการน้ำชุมชนกว่า 13 ปี ของเอสซีจี ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และ สสน. ที่เริ่มต้นจากการสร้างฝายชะลอน้ำฝายแรก เพื่อดับปัญหาไฟป่ารอบโรงงานปูนลำปาง ได้ขยายไปสู่หนึ่งแสนฝายภายในสิ้นปีนี้ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน

ผลสำเร็จจากการจัดการน้ำชุมชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยพลิกชีวิตความเป็นอยู่ของ 70 ชุมชน 16,200 ครัวเรือน ใน 28 จังหวัด ให้มีน้ำถึง 26 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรในพื้นที่กว่า 45,000 ไร่ ที่สำคัญเป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ความยั่งยืน เพราะทำให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีความรักสามัคคี และลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเองได้

“การจัดการน้ำทำให้ชุมชนรู้ว่า เมื่อมีน้ำ ก็มีป่า เป็นซูเปอร์มาเก็ตที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สร้างรายได้ ลดปัญหาคนวัยทำงานที่ต้องทิ้งพ่อแม่ไปทำงานในเมืองหลวง หากแก้ปัญหาน้ำได้ ปัญหาความยากจนก็หมดไป ในปีนี้ที่เกิดปัญหาภัยแล้งหนักที่สุดในรอบ 40 ปี โครงการเอสซีจี ร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง จึงร่วมมือกับสสน. และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เป็นพี่เลี้ยงหนุนให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการภัยแล้งด้วยตัวเอง โดยนำความรู้มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีในการจัดการน้ำชุมชน ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 56 ชุมชน และจะขยายผลไปอีก 52 ชุมชน เพื่อทำให้ชุมชนได้ร่วมมือกันต่อสู้กับภัยแล้ง อันจะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง และปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน”

 

จิตสำนึกอนุรักษ์ของชุมชน

นำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง

หมู่บ้านสาแพะ จ.ลำปาง เป็นชุมชนต้นแบบที่เริ่มต้นแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้วยการทำฝายชะลอน้ำ ได้ต่อยอดไปสู่การขุดสระพวง ทำให้ชุมชนมีน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตร เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ส่งออก สร้างรายได้รวมกันทั้งชุมชนกว่า 17 ล้านบาท ในปี 2560 แล้วจึงพัฒนาต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและวิสาหกิจชุมชนในรูปแบบโฮมสเตย์ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการพลิกฟื้นทรัพยากร

วีนัส ได้สรุปบทเรียนของการบริหารจัดการน้ำกว่า 13 ปี ว่า ความยั่งยืนเกิดจากการปลูกจิตสำนึกหัวใจอนุรักษ์ไปสู่คนในชุมชน ให้รู้สึกหวงแหนผืนป่า

“แต่ก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าป่าเป็นพื้นที่ที่สามารถไปหาประโยชน์ได้ จึงไปยิงนก ยิงสัตว์ป่า ตัดไม้ แต่เมื่อทำฝายเสร็จสมบูรณ์ ได้เห็นซูเปอร์มาเก็ตจากป่า ชาวบ้านมีอาชีพ มีรายได้ จึงรู้สึกว่าป่าคือของทุกคนในชุมชน จึงต้องช่วยกันรักษา การปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ของคนในชุมชน จึงเป็นความยั่งยืนที่แท้จริง”

 

เพราะเรื่อง “น้ำ” คือเรื่องใหญ่

เครือข่ายบัวหลวงขยายผลสู่ 22 ชุมชน 6 จังหวัด รอดภัยแล้ง

ด้าน อาสา สารสิน ประธานกรรมการมูลนิธิบัวหลวง บอกเล่าถึงผลสัมฤทธิ์ในปีแรกที่ได้ร่วมขยายผล นำองค์ความรู้การบริหารจัดการน้ำไปช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้ 22 ชุมชน ใน 6 จังหวัด ทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ผ่านโครงการ “บัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้ง” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ ด้วยการสร้าง หรือปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำของชุมชน ส่งเสริมให้มีการจัดสรรน้ำที่เป็นธรรม เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคและบริโภค รวมถึงทำการเกษตร จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และพร้อมเป็นต้นแบบถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ชุมชนอื่น ๆ

ขณะที่ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เห็นสอดคล้องกันว่า การบริหารจัดการน้ำจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน ธนาคารกรุงเทพฯได้ร่วมสนับสนุนมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับชุมชนในการจัดการน้ำ เพื่อให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริง อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด

ปัญหาภัยแล้งทำให้สังคมขัดสนหรือมีปัญหาเรื่องสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่าง ๆ ก็ยากที่สังคมจะอยู่ได้อย่างปกติสุข จึงสะท้อนกลับมาสู่ปัญหาเศรษฐกิจเช่นกัน ที่ผ่านมาจึงได้ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ ฟื้นฟูคลองพิพัฒน์หลังชุมชนของธนาคารกรุงเทพฯ กระตุ้นให้ชุมชนตื่นตัว ทั้งสังคมเมืองและสังคมชนบทต่างก็มีจิตสำนึกรักษ์และห่วงใยธรรมชาติอยู่แล้ว หากทุกคนร่วมมือกันคนละเล็กน้อยก็จะเกิดพลังสำคัญ”

 

รับมือภัยแล้งได้ รวดเร็ว – แม่นยำ – ยั่งยืน

ด้วยระบบไอทีและฐานข้อมูล

ด้าน ดร.รอยล จิตรดอน ประธานกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)กล่าวถึงแนวทางการขยายผลการบริหารจัดการน้ำชุมชนให้มีประสิทธิภาพว่า การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะช่วยเสริมให้การจัดการน้ำชุมชนให้เป็นระบบและยั่งยืนยิ่งขึ้น

“เอสซีจี ธนาคารกรุงเทพฯ และ สสน. เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนชุมชนด้านเทคนิคในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นพิสูจน์ให้เห็นว่า ปัญหาน้ำสามารถจัดการได้ จึงเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคอีสานที่ประสบปัญหาภัยแล้งยาวนานกว่า 60-70 ปี เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสูง มีพื้นที่การเกษตรถึง 64 ล้านไร่ แต่มีแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรเพียง 4 ล้านไร่ หรือเพียงร้อยละ 6 นี่คือเหตุผลที่อีสานไม่สามารถทำการเกษตรได้ เกิดการย้ายถิ่นฐานไปทำงานนอกพื้นที่มากที่สุด จึงต้องเข้าไปจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ คือ แก้ปัญหาเรื่องน้ำ โดย สสน. ได้นำระบบไอทีมาช่วยบริหารจัดการน้ำ ให้มีการเชื่อมโยงข้อมูล สามารถแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว แม่นยำ และนำไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งเกษตรกรสามารถติดตามสภาพน้ำและอากาศได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน ไทยวอเตอร์ (Thaiwater)”

พลัง รัฐ – ประชาชน – เอกชน

กุญแจสำคัญแก้กับดักภัยแล้ง พยุงเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มองถึงการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชนว่า สามารถส่งผลไปสู่ภาพรวมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศได้ ซึ่งการดำเนินงานของเอสซีจีในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลา 13 ปี รวมถึงการขยายความร่วมมือไปยังมูลนิธิบัวหลวง และธนาคารกรุงเทพฯ ทำให้ภาพความสำเร็จของการ “ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง” ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เป็นที่ประจักษ์ และสะท้อนให้เห็นว่า ทุกฝ่ายล้วนเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

“ภัยแล้งปีนี้เป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ โครงการร่วมมือร้อยใจรอดภัยแล้งได้ทำให้เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์อย่างดี ในการเชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอพียงมาถอดรหัสเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความปกติสุขของประชาชน เชื่อว่า ในอนาคตการทำงานในรูปแบบที่มีหลายภาคีร่วมกันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ และถือได้ว่าการทำงานในโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการทำงานนับจากนี้ไป เพื่อให้ตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ไม่ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักหนาสักเพียงใด การร่วมมือกันเพื่อลุกขึ้นมาต่อสู้ ก็สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เช่นเดียวกับปัญหาเรื่อง “น้ำ” ที่มีจุดเริ่มต้นจากการ “ลุกขึ้น” มาแก้ปัญหาไฟป่า แต่ด้วยการสร้างความ “ร่วมมือ” กันภายในชุมชน และ “เรียนรู้” วิธีการต่าง ๆ ด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ ก็สามารถนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำชุมชน ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน นำไปสู่การพลิกชีวิตให้ครอบครัวมีความความอบอุ่น ทำให้ชุมชนสามารถ “รอดภัยแล้ง” และเอาชนะ “โควิด-19” ได้อย่างยั่งยืน

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันอังคาร, กรกฎาคม 14th, 2020, หมวด บอกเล่าเก้าสิบ
ปฏิทิน
สิงหาคม 2020
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
กรกฎาคม 27, 2020 กรกฎาคม 28, 2020 กรกฎาคม 29, 2020 กรกฎาคม 30, 2020 กรกฎาคม 31, 2020 สิงหาคม 1, 2020 สิงหาคม 2, 2020
สิงหาคม 3, 2020 สิงหาคม 4, 2020 สิงหาคม 5, 2020 สิงหาคม 6, 2020 สิงหาคม 7, 2020 สิงหาคม 8, 2020 สิงหาคม 9, 2020
สิงหาคม 10, 2020 สิงหาคม 11, 2020 สิงหาคม 12, 2020 สิงหาคม 13, 2020 สิงหาคม 14, 2020 สิงหาคม 15, 2020 สิงหาคม 16, 2020
สิงหาคม 17, 2020 สิงหาคม 18, 2020 สิงหาคม 19, 2020 สิงหาคม 20, 2020 สิงหาคม 21, 2020 สิงหาคม 22, 2020 สิงหาคม 23, 2020
สิงหาคม 24, 2020 สิงหาคม 25, 2020 สิงหาคม 26, 2020 สิงหาคม 27, 2020 สิงหาคม 28, 2020 สิงหาคม 29, 2020 สิงหาคม 30, 2020
สิงหาคม 31, 2020 กันยายน 1, 2020 กันยายน 2, 2020 กันยายน 3, 2020 กันยายน 4, 2020 กันยายน 5, 2020 กันยายน 6, 2020