Default thumbnail.Default thumbnail.

แบบไหนเรียกรุนแรง? รู้จัก ‘มาตรฐานสากล’ ในการชุมนุม

  เมื่อ: วันพฤหัส, ตุลาคม 29th, 2020, หมวด ข่าวเด่น

แบบไหนเรียกรุนแรง? รู้จัก ‘มาตรฐานสากล’ ในการชุมนุม 

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดรายการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊ก “ห้องเรียนสิทธิมนุษยชนออนไลน์: มาตรฐานสากล (International Standard)กับเสรีภาพในการชุมนุม” วิทยากรโดย ดร.พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) 

เนื่องจากการชุมนุมอย่างต่อเนื่องที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และองค์กรที่มีภารกิจเรื่องสิทธิในเสรีภาพการชุมนุมได้เริ่มเก็บข้อมูลการชุมนุมและสร้างฐานข้อมูลเป็นเว็บไซต์ม็อบดาต้าไทยแลนด์ (Mob Data Thailand) (ดูที่ https://www.mobdatathailand.org/) โดยเว็บไซต์นี้จะเป็นอีกพื้นที่สาธารณะที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการรายงานสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้น ซึ่งหากมีชุดข้อมูลที่มีนัยสำคัญที่สามารถนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย จะได้ถูกนำเสนอต่อภาครัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องในประเด็นนี้เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งเสรีภาพในการชุมนุมที่ดีขึ้นในประเทศไทย

ทำไมต้องชุมนุมอย่างสงบและสันติ? 

สำหรับการรับรองสิทธิและการจำกัดสิทธิการชุมนุมในประเทศไทย ดร.พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ปัจจุบันกฎหมายที่ให้สิทธิการชุมนุมคือรัฐธรรมนูญมาตรา 44 ที่รับรองเสรีภาพการชุมนุม และจำกัดสิทธิการชุมนุมโดย พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 แต่ไม่มีกฎหมายบอกไว้ว่าการชุมนุมทางการเมืองคืออะไร การตีความว่าอะไรคือการชุมนุมกลับขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ เช่น วิ่งไล่ลุง วิ่งเชียร์ลุง เป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือเปล่า 

หากการชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร่วมชุมนุมก็อาจมีความผิดไปด้วย แต่ทุกวันนี้การตั้งข้อหาส่วนใหญ่เล็งไปที่ผู้จัดการชุมนุม ซึ่งในพ.ร.บ.การชุมนุมนิยาม “ผู้จัดการชุมนุม” ให้ตีความได้กว้างมาก เพราะรวมถึงผู้เชื้อเชิญให้เข้าร่วมการชุมนุม คนโพสต์ทางออนไลน์ให้คนมาร่วมก็กลายเป็นผู้จัดการชุมนุม ทั้งที่ธรรมชาติการชุมนุมเป็นการระดมพลแบบบอกกันปากต่อปาก การจะดูว่าใครเป็นแกนนำต้องดูว่าเขามีอำนาจจัดการการชุมนุมหรือไม่ ซึ่งเวลาเราให้อำนาจการใช้ดุลพินิจกับเจ้าหน้าที่แล้วไม่มีกลไกตรวจสอบภายหลังจะทำให้ระบบบิดเบี้ยวไปตามอัตวิสัยของผู้ใช้อำนาจ” ดร.พัชร์กล่าว 

เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล หัวหน้าฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เสริมว่า ตามความเห็นของสหประชาชาติ โดยทั่วไปแล้วการชุมนุมต้องแจ้งเพื่อให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกได้ แต่หากไม่แจ้งก็ไม่ใช่เรื่องผิด 

เมื่อถามว่าการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นในไทยนั้นยังเป็นการชุมนุมอย่างสงบหรือไม่ เพชรรัตน์มองว่าตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ความรุนแรงต้องหมายถึงมีการบาดเจ็บหรือส่งผลถึงชีวิต ซึ่งครั้งเดียวที่มีความรุนแรงก็เริ่มต้นจากรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลมีหน้าที่ลดความรุนแรง แต่รัฐกลับเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง ตั้งแต่การใช้เจ้าหน้าที่มากเกินจำเป็น การสร้างความรู้สึกหวาดกลัวแก่ผู้ชุมนุม เช่น การใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงหรือนำรถเมล์เข้ามาทำให้พื้นที่แคบลง  

ดร.พัชร์ อธิบายว่า กฎหมายระดับสากลรับรองเฉพาะการชุมนุมสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ เพราะองค์กรสหประชาชาติรับรองเรื่องสังคมประชาธิปไตย (democratic society) เพราะสังคมเสรีประชาธิปไตยมีการรับรองว่าประชาชนมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ และสามารถสื่อสารแสดงความประสงค์เพื่อกดดันให้รัฐตอบสนองทางการเมืองได้ นั่นคือการมีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งการมีส่วนร่วมต้องไม่กระทบผู้อื่น คือต้องกระทำอย่างสันติ เกณฑ์สากลจึงรับรองเฉพาะการชุมนุมโดยสันติ เพราะกลไกนี้สอดคล้องการปกครองแบบประชาธิปไตย  

“ในระบอบประชาธิปไตย ผู้แทนอยู่ได้ด้วยระบบการเลือกตั้งจึงต้องฟังเสียงประชาชนและตอบสนองให้ดีที่สุด เพื่อการันตีว่ารอบหน้าจะได้รับเลือกอีก ถ้าทุกคนชุมนุมโดยสงบและสันติ เสียงประชาชนส่งไปถึงผู้แทน กลไกจะทำงานได้ แต่หากมีการกระทำที่ไม่สันติหรือก่อการร้าย รัฐต้องเข้ามาควบคุมเพื่อไม่ให้มีการใช้กำลังที่ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมายเข้ามาได้ ไม่อย่างนั้นคนที่ใช้สันติวิธีจะไม่มีอำนาจในสังคมนั้น แต่รัฐต้องอยู่ภายใต้กติกาบางอย่าง คือหลักสากล อำนาจรัฐธรรมนูญที่รับรองเสรีภาพ และกฎหมายที่จำกัดอำนาจไม่ให้ใช้กำลังเกินสัดส่วน” ดร.พัชร์กล่าว 

ทำไมปล่อยให้ผู้ประท้วงใช้คำหยาบ? 

สิ่งสำคัญที่ผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในวันนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือการใช้คำหยาบคาย ซึ่ง เพชรรัตน์ มองว่า การชุมนุมคือการมาปลดปล่อยความโกรธและอารมณ์ คำหยาบกับเฮทสปีช (Hate Speech) แตกต่างกัน เฮทสปีช คือการสร้างความเกลียดชังเรื่องชาติ เชื้อชาติ ศาสนา เป็นสิ่งที่มนุษย์เอาออกจากตัวเองไม่ได้ หากมีการโจมตีเรื่องนี้จึงถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง การชุมนุมในหลายที่ทั่วโลกก็มีการใช้คำหยาบ เช่น #BlackLivesMatter ที่แม้มีการใช้คำหยาบแต่เขาออกมาเรียกร้องความเป็นมนุษย์ที่ถูกลดทอนโดยคนบางกลุ่ม ทั้งนี้แต่ละคนก็ยอมรับคำหยาบได้แตกต่างกัน สุดท้ายไม่ควรตัดสินว่าขบวนการเป็นแบบไหนจากเรื่องนี้ เพราะการพูดหยาบไม่ได้ทำให้สังคมแย่ลง 

ดร.พัชร์ อธิบายว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นในวันนี้ยังเป็นรูปแบบสันติ แต่ความสงบก็มีระดับ คอมเมนต์ที่ 37 ของ UN บอกว่าการผลักดันโล่ของเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ความรุนแรง การใช้คำหยาบคายในที่ชุมนุมก็เป็นเรื่องปกติ เพราะการชุมนุมคือการมาปลดปล่อย แรงกดดันหรือความรู้สึกเก็บกดจะได้คลายลง แต่คำหยาบคายต้องไม่ใช่เฮทสปีช เช่น การก่อให้เกิดความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ เพราะวันหนึ่งหากปัญหานั้นถูกจัดการแล้วสังคมจะจัดการความเกลียดชังที่ยังคงอยู่อย่างไร 

“มีนักวิชาการต่างชาติบอกว่า “หากมีเสรีภาพในการพูด แล้วพูดได้แต่คำสุภาพ ก็ไม่ถือว่ามีเสรีภาพ” เรื่องการพูดหยาบเกี่ยวข้องกับมารยาท คุณหยาบได้ แต่ก็สามารถให้เกียรติกันได้เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมประชาธิปไตยจำเป็นต้องมี เรื่องคำหยาบเป็นเรื่องมารยาทในแต่ละสังคม แต่รัฐไม่ควรจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยอาศัยเนื้อหานี้ เพราะเมื่อไหร่ที่รัฐเป็นผู้พิจารณาว่าเนื้อหาแบบไหนชุมนุมได้หรือแบบไหนชุมนุมไม่ได้ จะเหลือแค่การชุมนุมของผู้สนับสนุนรัฐ แต่มีข้อยกเว้นว่าสามารถจำกัดได้หากการชุมนุมนั้นมีการใช้คำพูดยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง เร้าให้เกิดสงคราม คำพูดที่สร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือเนื้อหาที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย” ดร.พัชร์กล่าว 

คุณค่าที่ต้องมีในการชุมนุม 

ข้อถกเถียงหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ชุมนุมปิดถนน คือผู้ชุมนุมกำลังละเมิดผู้ที่กำลังใช้เสรีภาพในการเดินทางหรือไม่ เพชรรัตน์ตอบว่า “การชุมนุมเป็นการเข้าไปรบกวนชีวิตประจำวัน การลงถนนคือความพยายามบอกว่าเกิดเรื่องบางอย่างขึ้น คนใช้ถนนอาจคิดว่าถูกลิดรอนสิทธิ แต่ถ้าสิทธิการแสดงออกและการชุมนุมขาดหายไปสังคมจะอยู่ได้อย่างไร การจราจรอาจต้องจัดให้หลีกเลี่ยงไปอีกเส้นทาง รัฐต้องเจรจาให้จัดการได้ เป็นหน้าที่ของรัฐให้การปกป้องเสรีภาพในการชุมนุมและบริหารพื้นที่สาธารณะให้ใช้ร่วมกัน” 

ดร.พัชร์ บอกว่าตามหลักการแล้วเสรีภาพในการชุมนุมและเสรีภาพในการเดินทางมีศักดิ์เท่ากัน เรื่องนี้จึงขึ้นอยู่กับการบริหารของรัฐ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่อ้างเรื่องการจัดการจราจรโดยไม่ให้ชุมนุม เสรีภาพในการชุมนุมก็จะหายไป เวลามีการชุมนุมการเดินทางอาจไม่สะดวกเหมือนเวลาปกติ แต่สามารถเจรจาที่จะใช้ถนนร่วมกันได้ เช่น การปิดถนนเพื่อชุมนุมแค่บางเลนแล้วปล่อยให้รถวิ่ง เป็นเรื่องการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้คนใช้เสรีภาพที่มีอยู่ได้ 

“การชุมนุมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพื่อกดดันรัฐบาล ในสังคมประชาธิปไตย คุณค่าของการชุมนุมขึ้นกับ Worthiness คือความควรค่าแก่การชุมนุม Unity คือการแสดงออกร่วมกันถึงความสามัคคี Numbers คือปริมาณคน ซึ่งตอนนี้การชุมนุมของนักศึกษาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และถี่ขึ้น สุดท้าย Commitment คือการออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องบางอย่างที่ไม่ใช่เพียงอยู่บนโลกออนไลน์จะสร้างการให้คำมั่นระหว่างผู้ชุมนุมได้มากกว่า  

“สี่คุณค่านี้เป็นสิ่งที่ผู้จัดการชุมนุมในประเทศเสรีประชาธิปไตยพยายามสร้างให้ได้และจะสร้างแนวร่วมให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นองค์กรผลักดันเป้าหมายที่ตัวเองเรียกร้อง นำไปสู่การถกเถียงในสภา กดดันรัฐบาล นำไปสู่การออกนโยบาย เมื่อกลับมาสร้างปัญหา พลเมืองก็ออกมาชุมนุมใหม่ วัฏจักรเป็นอย่างนี้ แต่ในประเทศที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยจะเป็นวงจรอุบาท เมื่อกลไกผู้แทนไม่เวิร์ก การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เป้าหมายของผู้ชุมนุมจะไม่ใช่การผลักดันนโยบายไปสู่ผู้แทน เพราะรัฐบาลไม่แคร์ ผู้ชุมนุมจึงชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยมุ่งไปที่ตัวรัฐบาล ในบางประเทศมุ่งไปที่เจ้าหน้าที่เช่น จีนที่ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยแต่อนุญาตให้มีการชุมนุมได้หากพูดถึงความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่ระดับล่าง แล้วรัฐบาลจะมาจัดการ ถ้าชุมนุมต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ก็จะโดนแบบที่ฮ่องกงโดน” ดร.พัชร์กล่าว 

สลายชุมนุมแยกปทุมวัน: มาตรฐานสากลหรือเกินกว่าเหตุ? 

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมช่วงที่ผ่านมา เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากคือการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นการกระทำตอนขั้นตอนของหลักสากล 

เพชรรัตน์ มองว่า ไม่ควรมีการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง หากเป็นการชุมนุมที่สงบ ไม่มีความรุนแรง ไม่ติดอาวุธ ไม่มีการสร้างความเกลียดชัง หรือหากมีการใช้ความรุนแรงก็หน้าที่รัฐที่ต้องเข้าไปหาคนที่ใช้ความรุนแรงและจัดการคนนั้น ไม่ใช้จัดการโดยรวม  

“วันที่ 16 ต.ค. รัฐบอกว่าใช้มาตรฐานสากลแล้ว แต่มันเป็นวิธีการที่ต้องใช้หลังจากมีความรุนแรงแล้ว จึงไม่จำเป็น เพราะไม่ได้เกิดความรุนแรงใด ไม่ควรมีการใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงที่ผสมสีและสารระคายเคือง นี่เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ผู้ชุมนุมสมควรสามารถชุมนุมอย่างสงบได้” เพชรรัตน์กล่าว 

ด้าน ดร.พัชร์ บอกว่า การสลายการชุมนุมวันที่ 16 ต.ค. ตามหลักสากลถ้าผู้ชุมนุมยังชุมนุมอย่างสงบ รัฐต้องละเว้นจากการเข้าไปแทรกแซง คือเข้าไปใช้กำลังไม่ได้ เช่น หากมีการดันกันระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม แล้วอยู่ๆ ผู้ชุมนุมนั่ง เจ้าหน้าที่ก็จะดันต่อไม่ได้ วิธีการสลายคือต้องยกออกทีละคน นั่นจึงจะเป็นการใช้กำลังอย่างได้สัดส่วนและจำเป็น ไม่ใช่การใช้รถน้ำฉีดเลย เพราะเป้าหมายการสลายการชุมนุมคือให้คนออกจากบริเวณนั้นและควบคุมบริเวณนั้นได้ ไม่ใช่มุ่งล้อมจับ การสลายการชุมนุมต้องมีเหตุผล ตรวจสอบได้โดยศาล การใช้กำลังต้องจำเป็นและได้สัดส่วน 

“หากมีการก่อจลาจล จึงจะใช้การฉีดน้ำหรือแก๊สน้ำตาได้ แต่การใช้กำลังของรัฐต้องทำกับคนที่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น การใช้น้ำฉีดไปทั่วโดยไม่เลือกปฏิบัติ ทำให้โดนเด็กและนักข่าว อย่างนี้ไม่ได้สัดส่วนของการใช้กำลัง เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังน้อยที่สุดเพื่อให้ปฏิบัติการสำเร็จ หากมีการสลายเจ้าหน้าที่ต้องเตือนก่อนและปล่อยระยะเวลาพอสมควร ไม่ใช่เตือนแล้วฉีดเลยอย่างวันที่ 16 ต.ค. และหากไม่มีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การจะสลายการชุมนุมนั้น ตำรวจต้องไปขอหมายจากศาลก่อน แล้วนำหมายมาติดให้คนรู้ ถ้าผู้ชุมนุมอุทธรณ์ก็ยังสลายไม่ได้ 

“พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงเป็นกฎหมายที่อันตราย ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องเกิดความวุ่นวายมากจนกลไกปกติเอาไม่อยู่และต้องการอำนาจพิเศษ เช่นมีการก่อการร้ายหรือสงคราม กฎหมายนี้ให้อำนาจฝ่ายทหารเข้ามาร่วมด้วย และตัดอำนาจครม.โยงเข้าสู่ตัวนายกฯ เราจึงต้องดูเงื่อนไขว่ามีเหตุฉุกเฉินไหมและกฎหมายที่มีอยู่สามารถใช้จัดการได้หรือไม่ ซึ่งขณะที่มีการประกาศใช้กฎหมายนี้ล่าสุดเป็นสถานการณ์ที่มีจำนวนตำรวจมากกว่าผู้ชุมนุมและสามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่จัดการได้” ดร.พัชร์กล่าว 

เสรีภาพการชุมนุมคืออาวุธที่ผู้มีอำนาจเกรงกลัว 

ในช่วงท้าย ดร.พัชร์ ทิ้งท้ายไว้ว่า กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มีกลไกหนึ่งคือ protocol 1 สำหรับปัจเจกชนที่ถูกละเมิดสิทธิ เมื่อต่อสู้ทางกฎหมายจนถึงที่สุดในรัฐนั้นแล้วสามารถส่งเรื่องต่อไปคณะกรรมการ ICCPR ได้ เช่น ประเทศเบลารุสและรัสเซียก็รับรองกลไกนี้ ทำให้ปัจเจกชนสามารถยื่นเรื่องไปได้ แต่ไทยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกนี้ จึงเป็นเรื่องที่องค์กรสิทธิมนุษยชนในไทยควรผลักดันต่อ เพื่อมีการเชื่อมกันระหว่างหลักสากลและกฎหมายในประเทศ 

“เสรีภาพการชุมนุมเป็นบททดสอบว่าสังคมนั้นรับรองเสรีภาพอื่นๆ ดีแค่ไหน เพราะการมาชุมนุมคุณต้องใช้เสรีภาพหลายอย่าง เช่น เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพการติดต่อสื่อสาร เสรีภาพการเดินทาง ซึ่งเสรีภาพการชุมนุมคืออาวุธของคนจนและคนอ่อนแอ เมื่อรวมตัวกันทำให้ผู้มีอำนาจเกรงกลัว เมื่อเกรงกลัวแล้วจะเปิดช่องให้เกิดการเจรจาและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างบางอย่าง เวลาชุมนุมจึงขอให้สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ” ดร.พัชร์กล่าวทิ้งท้าย 

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันพฤหัส, ตุลาคม 29th, 2020, หมวด ข่าวเด่น
ปฏิทิน
พฤศจิกายน 2020
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
ตุลาคม 26, 2020 ตุลาคม 27, 2020 ตุลาคม 28, 2020 ตุลาคม 29, 2020 ตุลาคม 30, 2020 ตุลาคม 31, 2020 พฤศจิกายน 1, 2020
พฤศจิกายน 2, 2020 พฤศจิกายน 3, 2020 พฤศจิกายน 4, 2020 พฤศจิกายน 5, 2020 พฤศจิกายน 6, 2020 พฤศจิกายน 7, 2020 พฤศจิกายน 8, 2020
พฤศจิกายน 9, 2020 พฤศจิกายน 10, 2020 พฤศจิกายน 11, 2020 พฤศจิกายน 12, 2020 พฤศจิกายน 13, 2020 พฤศจิกายน 14, 2020 พฤศจิกายน 15, 2020
พฤศจิกายน 16, 2020 พฤศจิกายน 17, 2020 พฤศจิกายน 18, 2020 พฤศจิกายน 19, 2020 พฤศจิกายน 20, 2020 พฤศจิกายน 21, 2020 พฤศจิกายน 22, 2020
พฤศจิกายน 23, 2020 พฤศจิกายน 24, 2020 พฤศจิกายน 25, 2020 พฤศจิกายน 26, 2020 พฤศจิกายน 27, 2020 พฤศจิกายน 28, 2020 พฤศจิกายน 29, 2020
พฤศจิกายน 30, 2020 ธันวาคม 1, 2020 ธันวาคม 2, 2020 ธันวาคม 3, 2020 ธันวาคม 4, 2020 ธันวาคม 5, 2020 ธันวาคม 6, 2020