Default thumbnail.Default thumbnail.

สัมมนา‘พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิวนอร์มอล’

  เมื่อ: วันพุธ, ธันวาคม 2nd, 2020, หมวด ข่าวเด่น

สัมมนา‘พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิวนอร์มอล’ ถอดบทเรียนวิกฤติ‘โควิด’จากมุมนักคิดหลากวงการ

“การระบาดของไวรัสโควิด-19” ถือเป็นหายนะร้ายแรงครั้งล่าสุดของมนุษยชาติ ส่งผลกระทบไม่เพียงด้านสุขภาพที่มีผู้ป่วยและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเท่านั้น ยังรวมถึงด้านเศรษฐกิจที่เมื่อรัฐบาลหลายประเทศใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดประเทศ ปิดเมืองและปิดบ้าน ทำให้สถานประกอบการมากมายไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้ ต้องปลดพนักงานหรือแม้แต่ปิดกิจการ กลายเป็นปัญหาคนว่างงานตามมา รวมถึง “การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ “โควิด-19 เข้ามาเร่งปฏิกิริยาให้รวดเร็วขึ้น” ซึ่งสามารถมองได้ทั้งเป็นวิกฤติและโอกาส

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2563 มีการจัดสัมมนานักคิดดิจิทัลครั้งที่ 14 ส่งท้ายปี 2020 สรุปบทเรียนชวนคิดว่าด้วยเรื่อง  “พลเมืองดิจิทัลในการรับมือยุคนิวนอร์มอล” ที่ห้องประชุมชั้น 22 โรงแรมเดอะควอเตอร์ อารีย์ ซึ่งสนับสนุนโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ , สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) , Centre for Humanitarian Dialogue (“hd) , ภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย , สถาบัน Change Fusion และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน

อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ กล่าวว่า ในฐานะที่ TIJ เป็นองค์กรเจ้าภาพร่วมจัดงาน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือจากทั้งนักคิดด้านดิจิทัล รวมถึงภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และภาควิชาการ ที่สนับสนุนให้กิจกรรมนี้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา และแม้จะเป็นช่วงที่มีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็ยังมีการดำเนินการจัดงานต่อไป ซึ่งหากนับถึงงานครั้งนี้ที่เป็นการจัดงานส่งท้ายปี 2563 ก็นับเป็นครั้งที่ 14 แล้ว นับเป็นความพิเศษแรก

 “ความพิเศษอันที่ 2 คือยิ่งจัดยิ่งมีการขยายวงขึ้น อันนี้ถือว่าเป็น Indicator (ตัวชี้วัด) ที่น่าประทับใจแล้วก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จ ในการที่มีกลุ่มเครือข่ายที่มาด้วยความสมัครใจในการรวมตัวกัน เราเห็นความสำคัญร่วมกันในการศึกษาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคต่อไปนั้น ภาคประชาสังคมหรือภาคพลเมือง จะมีส่วนช่วยในการตอบรับกับสถานการณ์นี้อย่างไร” อณูวรรณ กล่าว

รอง ผอ.TIJ กล่าวต่อไปว่า TIJ มีภารกิจด้านหนึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา พบเห็นรูปแบบการก่ออาชญากรรมที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ดำเนินการโดยองค์กรเครือข่ายขนาดใหญ่หรือมีลักษณะข้ามชาติ (Transnational) เช่น ค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้อาชญากรรมสามารถดำเนินการได้ในบ้านและขยายวงกว้างด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัดในการปราบปรามอาชญากรรมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ดังนั้นหากภาคประชาสังคมหรือประชาชนรู้สิทธิและมีความเท่าทันในการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล สามารถดูแลตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อตั้งแต่ชั้นแรก จะเป็นตัวช่วยในการทำให้หน่วยงานของภาครัฐทำงานได้ง่ายขึ้น

มัทนา ถนอมพันธุ์ หอมลออ ประธานกรรมการกำกับทิศทาง แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นคือนิยามคำว่าพลเมืองดิจิทัลมีความเหลื่อมกับคำว่าพลเมืองมนุษย์ทั่วไปอย่างไร เพื่อที่จะได้วิเคราะห์ต่อไปว่าในภาวะวิกฤติที่ไม่เฉพาะโรคระบาดโควิด-19 แต่ยังมีอีกหลายวิกฤติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change)  

ซึ่งการรับมือวิกฤติจะเป็นเพียงการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น (Resilience) หรือจะนำไปสู่การสร้างฝันสร้างอนาคต ลงหลักปักฐานในโลกที่ยั่งยืนได้ ตนคาดหวังว่าบทเรียนจากเวทีสัมมนาครั้งนี้จะทำให้ภาพต่างๆ มีความชัดเจน ทั้งนี้ สสส. ชื่อนั้นบอกอยู่แล้วว่าทำงานด้านสุขภาพ ดังนั้นการสร้างพลเมืองให้มีขีดความสามารถในการสร้างวิถีสุขภาวะ จึงเป็นหนึ่งในภารกิจด้วย

ในช่วงเช้าเป็นการนำเสนอ 2 หัวข้อ โดย พณชิต กิตติปัญญางาม ซีอีโอ ZTRUS กล่าวถึง “การส่งเสริมเทคโนโลยีภาคพลเมือง (Civic Tech) ในการรับมือโรคระบาด” ว่า มีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดระบบสนับสนุนบริการสาธารณสุขช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ ทั้งที่ยังไม่มีความรู้ด้านการแพทย์ แต่สิ่งที่ได้คิดคือ “คนทำงานด้านดิจิทัลไม่ใช่แพทย์ ไม่สามารถรักษาคนได้ แต่ถนัดเรื่องบริหารจัดการข้อมูล” คนทำงานด้านดิจิทัลสามารถมีบทบาทเชื่อมต่อระหว่างผู้มีความต้องการ (Demand) กับผู้ที่พร้อมจัดบริการ (Supply) เข้าหากันได้

“ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องพบแพทย์แบบต่อหน้า นั่นหมายถึงทรัพยากรทางการแพทย์เราอาจจะเพียงพอที่จะรับมือกันผู้ป่วย แต่ไม่เพียงพอกับการรับมือความตระหนกของประชาชนเหล่านั้น เพราะทุกคนจะเปลี่ยนโปรไฟล์เฟซบุ๊กตัวเองว่า..กูคิดหรือยังวะ..ก็จะเห็นโปรไฟล์นี้ เพราะทุกคนตระหนกว่าตัวเองติดหรือยัง แล้วทุกคนก็จะวิ่งเข้าไปหาโรงพยาบาลทันทีที่มีไข้ แล้วแพทย์ก็ต้องมารองรับ ผมก็ไปดูโรงพยาบาล ก็จะมีแพทย์อื่นๆ มานั่งสัมภาษณ์ก่อน ซึ่งแพทย์กลุ่มนั้นควรจะ Stand By (เตรียมพร้อม) รักษาโรคอื่นๆ ผู้ป่วยอื่นๆ” พณชิต กล่าว

เพื่อแก้ปัญหาการระดมแพทย์ทุกสาขามารับมือโรคอุบัติใหม่จนส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ต้องการรับการรักษาเช่นกัน พณชิต เล่าว่า ต้องขอบคุณกรมควบคุมโรคที่ให้โอกาสได้เข้าไปร่วมทำงาน ซึ่งเมื่อทีมงานได้รับความรู้เรื่องการคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จึงทำแบบคัดกรองผ่านช่องทางออนไลน์ขึ้น แต่ก็ต้องปรับแก้แบบกันเป็นระยะๆ กว่าจะลงตัว จากนั้นจัดให้ผู้ที่พบว่ามีความเสี่ยงสูง ได้พบแพทย์ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารทางไกลแบบเห็นหน้า (Teleconsult) เพื่อให้แพทย์ได้สอบถามในเบื้องต้นว่ากลุ่มเสี่ยงสูงแต่ละรายนั้นเสี่ยงจริงหรือวิตกกังวลไปเอง

เมื่อได้ระบบคัดกรองแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อมาคือ “แล้วจะให้เดินทางไปอย่างไร” จะให้ขับรถไปเองบางรายก็ไม่มี จะให้ใช้บริการขนส่งมวลชนก็เสี่ยงทำให้การระบาดขยายออกไปอีก แต่ระบบรถพยาบาลของภาครัฐก็มีข้อจำกัดเนื่องจากระเบียบกำหนดให้ต้องได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลก่อนเท่านั้นจึงจะไปรับได้ ทำให้ต้องประสานกับผู้ประกอบการภาคขนส่ง เพื่อดัดแปลงรถที่ใช้ในงานปกติให้เหมาะสมกับการขนย้ายผู้ป่วย นำมาใช้ในการรับกลุ่มเสี่ยงมายังโรงพยาบาล รวมถึงให้ช่วยจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่ไม่กล้ามาโรงพยาบาลในช่วงดังกล่าว

อีกคำถามคือ “แล้วจะให้อยู่ที่ไหน” กลุ่มเสี่ยงสูงที่ได้รับการวินิจฉัยจากโรงพยาบาลแล้ว หากปล่อยให้กลับไปพักอาศัยร่วมกับคนอื่นๆ ย่อมมีความเสี่ยงแพร่เชื้อได้ จึงประสานกับผู้ประกอบการโรงแรมที่มีความพร้อมให้ใช้ห้องพักเป็นสถานที่กักกันโรค ประสานงานร่วมกับแพทย์ในการวางมาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีการระดมทุนผ่าน “เทใจ (taejai.com)” เว็บไซต์สื่อกลางบริจาคเพื่อผู้ประสบภัยต่างๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้กับทางโรงแรม ซึ่งเมื่อนำทุกขั้นตอนมาร้อยเรียงกัน พบว่าได้ระบบการรับมือโรคระบาดครั้งนี้อย่างครบวงจร

“จากวันที่ 7 มี.ค. 2563 ผ่านไป 44 วัน เรารองรับคนแล้วประมาณ 1 แสนกว่าคน ซึ่งพอพ้นในช่วง 2 เดือนเรารองรับเป็นหลัก 2-3 แสนคน จินตนาการว่า 2-3 แสนคนที่มีความตระหนกทุกคนเทไปยังโรงพยาบาลจะเกิดอะไรขึ้น มันคือความวุ่นวาย เราก็เลยมองว่าสิ่งที่เราคิดในเบื้องต้นน่าจะตอบโจทย์ คือเรากรองคนที่ใช่ให้ไปรับ แต่มันมีอยู่ไม่กี่คนที่ให้ไปรับ แล้วความเสี่ยงสูงประมาณ 2 หมื่นกว่าคน แล้วส่งไปให้ รพ.จุฬาฯ กับ รพ.ราชวิถี วันละ 50 ราย เราก็บริหารจัดการมา

แล้วเราก็เอาข้อมูลจากโรงแรมที่เป็นพันธมิตรกับเรา ที่จัดเตรียมแล้วขึ้นมาออนไลน์เหมือน Agoda (เว็บไซต์จองห้องพักโรงแรมทั่วโลก) เพื่อให้คนที่อยากกลับจากต่างประเทศ อาจจะมีความเสี่ยง ตรวจเช็คแล้วผลเป็นบวก (ติดโควิด-19) แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนไปหาที่พักตรงนี้ แล้วเราก็ระดมทุนบางก้อนจากเทใจมา Support (สนับสนุน) ที่พักของคนกลุ่มนี้ เพราะหลายคนเราค้นพบว่าเขาไม่มีเงินจ่าย โรงแรมที่มี Quality (คุณภาพ) ขนาดนี้ เราก็เลยต้องระดมทุนมาช่วยในเรื่องของค่าขนส่งคน ค่าที่พัก เพราะพื้นที่ตรงนี้สวัสดิการรัฐยังลงไปไม่ถึง” พณชิต ระบุ

หลังมาตรการล็อกดาวน์ผ่านไปสักระยะหนึ่ง ทั้งไทยและประเทศอื่นๆ เริ่มเตรียมการผ่อนคลายมาตรการโดยให้กิจการแต่ละประเภททยอยกลับมาเปิดได้เรียงจากความเสี่ยงต่ำ ปานกลางและสูงตามลำดับ สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลหลายประเทศต้องการให้มีคือ “ระบบติดตามเพื่อสืบสวนโรค (Contact Tracing)” เช่น ในประเทศไทยมีแพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ให้ประชาชนใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ด (QR Code) เมื่อเข้า-ออกสถานที่ต่างๆ โดยหากพบผู้ติดเชื้อก็จะได้จำกัดวงในการค้นหากลุ่มเสี่ยงเฉพาะที่อยู่ในสถานที่และเวลาเดียวกัน

แต่ระบบนี้ก็ถูกตั้งคำถามทั้งในไทยและต่างประเทศในเรื่อง “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะรัฐหรือแม้แต่เอกชนที่รัฐมอบหมายให้บริหารจัดการข้อมูล จะรู้หมดว่าคนคนหนึ่งเดินทางไปที่ไหนบ้างหรือพบปะกับใคร ซึ่ง ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นำเสนอหัวข้อที่ 2 ในช่วงเช้า “บทเรียนของประเทศไทยในการสร้างความเชื่อมั่นต่อการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวเพื่อป้องกันการยับยั้งโรคระบาด” ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีจะถูกใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีนั้นด้วย

“ความเชื่อมั่น (Trust) ต่อเทคโนโลยีมันจะนำไปสู่การที่ข้อมูลไหลเวียนได้อย่างอิสระ นำไปสู่ขั้นต่อไปคือทำให้เกิด Competition (การแข่งขัน) หรือ Operation (ปฏิบัติการ) Competition ในสภาวะการแข่งขันทางเทคโนโลยี ส่วน Operation ก็ในภาวะโรคระบาดแบบนี้ ที่มันจะทำให้แต่ละองค์กรแต่ละหน่วยงานสามารถเอาข้อมูลมา Share (แบ่งปัน) กันเพื่อสร้างความร่วมมือกันได้

แต่ทีนี้มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีความเชื่อมั่นต่อกัน ซึ่งมีทั้งในมุมที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลและไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเรื่องนี้มันชัดเจนมากในช่วงที่ผ่านมา ว่าเราก็มี Contact Tracing Application (แอพพลิเคชั่นติดตามเพื่อสืบสวนโรค) มีการให้ข้อมูลกับสถานที่ต่างๆ ที่เราไป แล้วเราก็จะรู้สึกว่าถ้าเราไม่ไว้ใจพื้นที่นั้นเราก็จะไม่ค่อยอยากไปเท่าไร เราก็จะไม่ค่อยอยากใช้แอพพลิเคชั่นหรืออยากให้ข้อมูลเหล่านั้นเท่าไร” ฐิติรัตน์ อธิบาย

ฐิติรัตน์ กล่าวต่อไปว่า หลักการจัดเก็บและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มี 3 ประการคือ 1.จำเป็น ต้องมีเหตุผลเพียงพอว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร 2.โปร่งใสและเป็นธรรม ใครจะมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลได้บ้าง และ 3.ปลอดภัย ข้อมูลต้องถูกจัดเก็บโดยป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับข้อมูลนั้น ทั้งนี้ “ตามมาตรฐานของ สหภาพยุโรป (EU) กำหนดให้เฉพาะหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมโรคเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของแอพพลิเคชั่นติดตามเพื่อสืบสวนโรค” หน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐ หรือบริษัทเอกชน ไม่มิสิทธิ์เข้าถึง

ส่วนในช่วงบ่าย เริ่มต้นด้วย สุนิตย์ เชรษฐา ผู้อำนวยการสถาบัน ChangeFusion นำเสนอหัวข้อที่ 3 “โควิด-19 คิดแต่ไม่ถึง กับความเหลื่อมล้ำยุคดิจิทัล” โดยกล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลสามารถแบ่งได้ 1.การเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิต ได้แก่ 1.1 ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที เช่น เมื่อรัฐบาลไทยตั้ง ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร พบว่าข้อมูลเชิงรายละเอียดมักถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และเพจเฟซบุ๊กเป็นหลัก

กับ 1.2 เข้าไม่ถึงสิทธิตามมาตรการช่วยเหลือของรัฐ เช่น โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” ที่รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาทติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ ร้านค้าถูกปิดหรือกลายเป็นคนว่างงานขาดรายได้ แต่การลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาต้องทำผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งหากย้อนไปดูช่วงเดือน เม.ย. 2563 ที่รัฐบาลเปิดรับลงทะเบียน มีการสำรวจพบผู้เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อมูลของ สำนักงานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อปี 2562 พบว่า มีคนไทย 50.1 ล้านคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ต จากประชากรทั้งหมด 66.5 ล้านคน หรือข้อมูลจาก โครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ ในปี 2561 มีผู้ลงทะเบียนเข้าใช้ประมาณ 6 ล้านคน ขณะที่ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2561 พบว่า มีประชากรราวร้อยละ 40 ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต เท่ากับว่ายังมีคนบางส่วนหลุดหายไป และการเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ตในยุคนี้ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยฉุดรั้งผู้คนไม่ให้หลุดพ้นจากความยากจน

2.การมีทักษะในการอยู่กับโลกดิจิทัล ซึ่งมีหลายเรื่อง อาทิ 2.1 การตรวจสอบข่าวปลอม ผู้ที่ขาดทักษะดังกล่าวย่อมสุ่มเสี่ยงตกเป็นเหยื่อ โดยในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ มีการส่งต่อข่าวที่ไม่มีที่มาที่ไป เช่น การรักษาความชุ่มชื้นของลำคอช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ การใส่หน้ากากอนามัยทำให้เลือดเป็นกรด การทดสอบว่าติดเชื้อหรือไม่ด้วยการกลั้นหายใจ ฯลฯ แต่เคราะห์ดีที่ในไทยยังไม่มีใครเสียชีวิตจากการทำตามข่าวปลอมอย่างในต่างประเทศ แต่ก็มีความเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ หากไม่มีทักษะนี้มักมีแนวโน้มเชื่อและส่งต่อได้ง่าย

กับ 2.2 การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้คนตกงานสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก และแต่ละคนก็ต้องดิ้นรนหารายได้ ซึ่งมีปรากฏการณ์ทั้งด้านบวก เช่น มีเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊กระดับท้องถิ่นที่ตั้งเป็นศูนย์ประชาสัมพันธ์ว่าพื้นที่นั้นมีบริษัทห้างร้านใดเปิดรับสมัครงานบ้าง หรือช่องยูทูปที่สอนเทคนิคการขายของออนไลน์ และด้านลบ เช่น การขายบริการทางเพศในหลายรูปแบบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าห่วงโดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจจะทำตามเพื่อน หรือการถูกล่อลวงให้ไปเล่นหรือไปทำงานเป็นเครือข่ายเว็บไซต์การพนันออนไลน์

และ 3.การเป็นพลเมืองดิจิทัล ประเด็นสำคัญคือ “การสร้างการมีส่วนร่วม” ด้านหนึ่งประเทศไทยยังขาดการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐ แต่อีกด้านเห็นความร่วมมือจากภาคประชาชน เช่น ในช่วงแรกๆ ที่มีข่าวหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 ขาดแคลนในโรงพยาบาลหลายแห่ง พบประชาชนหลากหลายกลุ่มใช้ช่องทางออนไลน์ระดมจัดหาสิ่งของเหล่านั้นเพื่อส่งต่อไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว ในขณะที่ภาครัฐไม่อยากให้โรงพยาบาลเปิดเผยข้อมูลเรื่องการขาดแคลน ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

หรือการทำแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่ต่างคนต่างทำกันเองอย่างสะเปะสะปะ กรณีของไทยนั้นมีคนพยายามทำแอพฯ ระบุพิกัดว่าร้านไหนมีหน้ากากอนามัยจำหน่ายบ้างในช่วงที่หน้ากากขาดแคลน แต่เพราะไม่มีรัฐช่วยจึงไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล ปล่อยให้ประชาชนใส่ข้อมูลกันเอง ต่างจากไต้หวันที่มีแอพฯ อย่างเดียวกัน แต่มีรัฐเป็นผู้สนับสนุนเชื่อมฐานข้อมูลร้านจำหน่ายหน้ากากอนามัยกับแอพฯ ดังกล่าวให้

“ไทยไม่ได้ขาดเรื่องเทคโนโลยีหรือนักเทคโนโลยี มีพอสมควร มีดีด้วย และทำงานกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้ดีพอสมควร แต่พอมันจะขึ้นไปถึงระดับนโยบายที่เราต้องใช้เป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ มันมักจะไม่สำเร็จ แล้วก็อาจจะสุดท้ายไปทำเอง หรือไม่ยอมให้ทำ หรือไม่อยากเปิดเผยข้อมูล ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจว่าจะพัฒนาหรือเรียนรู้จากบทเรียนเหล่านี้ แล้วค่อยๆ เปิดการพูดคุยว่าความกังวลของทั้ง 2-3 ฝ่ายมันคืออะไร แล้วจะแก้ปัญหาในอนาคตอย่างไรขณะเดียวกันก็มีหน่วยงานที่ทำงานในลักษณะเปิด หรือสร้างการมีส่วนร่วมอยู่แล้ว เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สสส. ก็ออกมาหนุนเรื่องนี้พอสมควร” สุนิตย์ กล่าว

และหัวข้อที่ 4 ของการสัมมนาครั้งนี้ “พลเมืองยุคดิจิทัลกับการรับมือโรคระบาดของข้อมูลข่าวสาร” นำเสนอโดย พีรพล อนุตรโสตถิ์  ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท. กล่าวว่า พลเมืองดิจิทัลหมายถึง ผู้ที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตแล้วสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และมีความปลอดภัย ซึ่งการเป็นพลเมืองดิจิทัลต้องมี 8 ทักษะ คือ 1.การรักษาอัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง 2.การรักษาข้อมูลส่วนตัว 3.การคิดวิเคราะห์และมีวิจารณญาณที่ดี 4.จัดสรรเวลาหน้าจอได้

5.รับมือกับการคุกคามทางออนไลน์ 6.บริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้ (Digital Footprint) จะโพสต์อะไรต้องตระหนักว่าเป็นร่องรอยทิ้งไว้ 7.รักษาความปลอดภัยของตนเองทางออนไลน์ และ 8.ใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม คำถามคือ “ทักษะเหล่านี้รับมือโรคระบาดของข้อมูลข่าวสาร (Infodemic) ได้เพียงใด” กระทั่งการมาของไวรัสโควิด-19 จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ

โดยหากย้อนไปในปี 2558  บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ตอนหนึ่งว่า “โลกยังไม่พร้อมรับมือสถานการณ์โรคระบาด” แล้วอีก 5 ปีให้หลังเมื่อโควิด-19 มาเยือน การจัดการอะไรหลายๆ อย่างก็พบว่ายังห่างไกลจากคำว่าความพร้อมจริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง ต่างจากภัยออนไลน์ต่างๆ เช่น การถูกเจาะระบบ (Hack) หรือถูกหลอกลวง เป็นสิ่งที่คาดเดาได้และเตือนให้ระวังตัวได้ และยิ่งกับผู้ที่ขาดทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลด้วยแล้วอาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เช่น กลายเป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอม

“มีคุณหมอคนจีนที่เขาบอกว่าเป็นตำนาน ที่เป็นคนรู้คนแรกแล้วก็ไปแจ้งตำรวจแล้วพยายามจะเตือน แต่สุดท้ายตำรวจที่จีนมาล็อกเขาแล้วก็ไม่ยอมให้เขาเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผมคิดว่าการเปิดโครงสร้างความเสรีเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะมันเกิดที่จีน มันอาจจะส่งผลหรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์กลับมาด้วยเหมือนกัน หลังจากนั้นก็จะมีข้อมูลข่าวสารหลายๆ อย่างซึ่งหลายคนคงจะเคยเห็นภาพพวกนี้อยู่แล้ว มี Conspiracy Theory (ทฤษฎีสมคบคิด) มันกำเนิดมาจากแล็บตรงนั้นตรงนี้ มีข้อมูลชิ้นนั้นชิ้นนี้เพื่อสนับสนุนทฤษฎีสมคบคิดเหล่านั้น

มีการโยงกับเรื่องที่เป็นส่วนตัว มีการเอาภาพจากต่างประเทศมาทำให้สถานการณ์ที่มีอยู่แล้วก็รู้สึกแย่ลง ซึ่ง Loop (วงจร) แบบนี้มันไม่ได้เกิดที่แค่ที่ประเทศไทย แต่ในช่วงต้นๆ พอประเทศไหนมีการระบาด มันจะมี Set (ชุด) ของข้อมูล ที่มาใกล้เคียงกัน คือมีภาพคนล้ม คนตาย ภาพอะไรออกมาที่มันทำให้เกิดความตื่นตระหนก เหมือนกับที่เราเจอในประเทศไทยช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2563 พอพม่า (เมียนมา) ระบาดหนัก ภาพเหล่านี้ก็เกิดขึ้นที่พม่าเหมือนกัน” พีรพล ยกตัวอย่าง

พีรพล กล่าวสรุปว่า ในมุมหนึ่งการมีข้อมูลข่าวสารและเกิดความตระหนักเป็นเรื่องดี แต่ในบางกรณีเมื่อไปบวกกับความบกพร่องในวงจรการสื่อสาร หรือความไม่สมบูรณ์ของวงจรการสื่อสารในปัจจุบัน เช่น การที่มีผู้ปล่อยข่าวปลอมแล้วยังมีรายได้จากการปล่อยข่าวปลอมนั้นอยู่ หรือการสร้างข้อมูลเท็จที่ทำขึ้นได้ง่าย หรือมีข้อมูลเท็จไว้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น ทำให้สถานการณ์ในโลกจริงเลวร้ายลงไปด้วย เพราะโลกจริงกับโลกอินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงกัน

ปิดท้ายด้วยการระดมความคิดเห็นในหัวข้อ “การส่งเสริม Digital Intelligence ให้พลเมืองดิจิทัลรับมือด้านมืดไชเบอร์ยุคนิวนอร์มอล” โดยเริ่มจาก สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งภาคีโคแฟค (COFACT) ประเทศไทย ยกตัวอย่างด้านมืดที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเรื่องเพศสำหรับผู้ใหญ่มีผู้คนเข้าชมมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 คำถามคือคลิปวีดีโอในเว็บไซต์เหล่านั้นมาจากความยินยอมของบุคคลที่ปรากฏในคลิปนั้นเอง หรือมาจากการละเมิดที่มีผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ

รศ.มาลี บุญศิริพันธ์ อดีตคณบดี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกตัวอย่างปรากฏการณ์ Echo Chamber (ห้องเสียงสะท้อน) หรือ Filter Bubble (ฟองสบู่ตัวกรอง) เนื่องจากระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งนำมาใช้บริหารจัดการสื่อออนไลน์ต่างๆ จะคัดเลือกแต่ข้อมูลที่ผู้ใช้งานแต่ละคนชอบหรือสนใจมาให้ และกันข้อมูลด้านอื่นๆ ออกไปจากความรับรู้ นานวันเข้าแต่ละคนก็จะเคยชินกับการรับข้อมูลด้านเดียวโดยไม่รู้ตัว และนำไปสู่การแบ่งแยกในสังคมอันเป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก

สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้อำนวยการองค์กร Phandeeyar กล่าวถึงภาวะที่ผู้คนใช้ชีวิตกับโลกออนไลน์จนหลงลืมชีวิตในโลกจริง ทำให้สูญเสียสิ่งสำคัญไป 2 เรื่องคือ 1.การย้อนดูตนเอง (Self-Reflection) มนุษย์จำเป็นต้องมีเวลาอยู่กับตนเองบ้าง เพราะมีความสำคัญกับการทำงานของสมองซึ่งมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์ แต่ทุกวันนี้แทบไม่มีเวลาให้กับตนเองเพราะว่างเมื่อใดก็มองหน้าจอโทรศัพท์มือถือตลอด กับ 2.มนุษย์สัมพันธ์ (Relationship) เช่น แม้จะมานัดรวมตัวกันในร้านกาแฟ แต่ละคนก็จะนั่งดูหน้าจอโทรศัพท์มือถือแทนที่จะพูดคุยกับคนตรงหน้า เป็นต้น

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันพุธ, ธันวาคม 2nd, 2020, หมวด ข่าวเด่น
ปฏิทิน
กุมภาพันธ์ 2021
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
กุมภาพันธ์ 1, 2021 กุมภาพันธ์ 2, 2021 กุมภาพันธ์ 3, 2021 กุมภาพันธ์ 4, 2021 กุมภาพันธ์ 5, 2021 กุมภาพันธ์ 6, 2021 กุมภาพันธ์ 7, 2021
กุมภาพันธ์ 8, 2021 กุมภาพันธ์ 9, 2021 กุมภาพันธ์ 10, 2021 กุมภาพันธ์ 11, 2021 กุมภาพันธ์ 12, 2021 กุมภาพันธ์ 13, 2021 กุมภาพันธ์ 14, 2021
กุมภาพันธ์ 15, 2021 กุมภาพันธ์ 16, 2021 กุมภาพันธ์ 17, 2021 กุมภาพันธ์ 18, 2021 กุมภาพันธ์ 19, 2021 กุมภาพันธ์ 20, 2021 กุมภาพันธ์ 21, 2021
กุมภาพันธ์ 22, 2021 กุมภาพันธ์ 23, 2021 กุมภาพันธ์ 24, 2021 กุมภาพันธ์ 25, 2021 กุมภาพันธ์ 26, 2021 กุมภาพันธ์ 27, 2021 กุมภาพันธ์ 28, 2021