Default thumbnail.Default thumbnail.

‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ กับแนวคิดกำกับดูแลสื่ออย่างไรให้เป็นที่พึ่งของสังคม

  เมื่อ: วันพุธ, กรกฎาคม 4th, 2018, หมวด highlight, กิจกรรมสภาการ, ข่าวเด่น

“…องค์กรควบคุมวิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องหาทางรวมกันให้ได้ คุยกันให้ได้ พอได้คร่าว ๆ แล้ว จึงคิดตั้งองค์กรเป็นศูนย์รวม ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องออกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อบังคับให้ทุกคนเป็นสมาชิก แต่ต้องออกเพื่อตั้งตัวนี้เป็นหลักเป็นฐาน และสร้างอำนาจบางอย่างให้ โดยไม่กระทบต่อเสรีภาพของการประกอบวิชาชีพ…”

วันที่ 4 ก.ค. 2561 นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อกำกับดูแลสื่ออย่างไรให้เป็นที่พึ่งของสังคม เนื่องในงานครบรอบ 21 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

เริ่มต้น นายมีชัย กล่าวว่า ในอดีต สื่อเรียกร้องว่า ต้องมีอิสระเสรี ใครอย่าได้กำกับควบคุม ดิ้นรนต่อสู้ จนกระทั่งมีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 42 เมื่อปี 2533 เราเลยรู้สึกว่า ปลอดภัย มีอิสระ แต่อยู่ ๆ มาความอิสระและความเสรีที่ต้องการนั้นกลับถูกนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ด้วยถ้อยคำที่แข็งขันมาก โดยยืนยันว่า “สื่อต้องเป็นอิสระจากทุกคน ทุกฝ่าย แม้แต่เจ้าของสื่อ อย่าได้แตะต้อง เพื่อป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์”

ดังนั้น รธน.จึงบัญญัติห้ามว่า ห้ามเจ้าของสื่อเล่นการเมือง มิฉะนั้นอาจจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้

ขณะที่ปลดทั้งหมดออก ประธาน กรธ. ระบุมีการใส่โซ่อันใหม่เข้ามา ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเป็น โซ่แห่งความชอบธรรม ให้ทุกคนอยู่ภายใต้จริยธรรมแห่งวิชาชีพ โดยจริยธรรมวิชาชีพนั้นมีสื่อเป็นผู้กำหนดกันเอง แต่กลับพบว่า ไม่ค่อยเข้มงวดเท่าที่ควร

ทั้งนี้ แม้จะไม่ค่อยเข้มงวด ก็ไม่ค่อยมีใครปฏิบัติตาม ทำให้ขาดกลไก เครื่องมือ หรืออะไรที่ทำได้

สาเหตุเพราะองค์กรเกี่ยวกับสื่อตั้งกันขึ้นมาโดยอาศัยกฎหมายปกติธรรมดา ในการรวมตัวตั้งมาเป็นคณะบุคคล เป็นสิทธิเสรีภาพ ทุกองค์กรมีกติกา ข้อบังคับ ใช้ได้เฉพาะผู้เป็นสมาชิก และพบว่า เมื่อมีความผิดต้องลงโทษ ผู้นั้นจะลาออกจากสมาชิก จึงไม่รู้จะตามตัวได้อย่างไร

นายมีชัย กล่าวถึงรธน. ปี 2550 จนถึงฉบับปัจจุบัน ได้เขียนให้รับรองสิทธิ แล้วผูกโซ่เล็ก ๆ ไว้เหมือนกัน คือ ‘จริยธรรมแห่งวิชาชีพ’ ซึ่งมาบัดนี้สื่อเริ่มตระหนักว่า โซ่ดังกล่าวใช้ไม่ได้กับทุกกรณี ทำให้สื่อถูกมองในแง่ลบมากขึ้นทุกวัน เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป

ดังเช่น ในอดีตนักวิชาการด้านหนังสือพิมพ์หรือสื่อ กำหนดหน้าที่สื่อไว้ 4 ประการ คือ 1.ให้ข่าวสาร 2.ให้ความคิดเห็น 3.ให้การศึกษา และ 4.ให้ความบันเทิง ซึ่งบทบาทหน้าที่ในการให้การศึกษา และความบันเทิง ไม่ค่อยมีปัญหากับสังคม แต่สำหรับด้านการให้ข่าวสาร พบว่า เป็นปัญหามาโดยตลอด

โดยด้านการให้ข่าวสารนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ข่าวสารตรงหรือไม่ บิดเบือนหรือไม่ มีความคิดเห็นหรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นคำถามที่ทุกคนถามขึ้น

นายมีชัย กล่าวอีกว่า ในหลายกรณีพบว่า ข่าวสารนั้นมีเนื้อหาสาระไม่เกินสองย่อหน้า แต่ได้บรรยายความรู้สึกจนต้องต่อหน้า 16 แปลว่า ข่าวสารนั้นไม่ใช่เนื้อหา แต่ได้ใส่อย่างอื่นเข้าไปด้วย ยิ่งด้านการให้ความคิดเห็น ซึ่งเป็นเรื่องต้องการความอิสระเสรีอย่างมากของคนทำสื่อ เพราะไม่สามารถบังคับความคิดเห็นของคนได้ จะคิดเห็นอย่างไรเป็นเรื่องของคนนั้น ไม่มีใครชี้ถูกหรือผิดได้ เพราะบางอย่างเป็นเรื่องกาลเวลาที่คิดเห็นก่อนเวลาที่มาถึง คนจะยอมรับไม่ได้ แต่นาน ๆ ไปคนเริ่มเห็นว่าใช่จริง ๆ

นายมีชัย ยกตัวอย่าง กรณี Ombudsman ของสื่อ เพื่อหวังเป็นที่พึ่งของประชาชน ในการตรวจสอบการกระทำ ซึ่งนักวิชาการตอนนั้นไม่มีใครรู้จัก ทุกคนกล่าวหาว่ากำลังจะนำเผด็จการเข้ามา ในที่สุดตัดสินใจถอดออก ต่อมาอีก 7 ปี ใน รธน.ปี 2540 ได้นำกลับไปใส่อีกครั้ง ทุกคนปรบมือบอก เรากำลังก้าวหน้า นั่นแปลว่า ความคิดนั้นมาเร็วกว่ากำหนด เป็นเครื่องบอกว่า ไม่มีอะไรผิดอะไรถูก เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่ว่า คนเสนอนั้นมีความคิดสุจริตหรือไม่ และอยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับของใครหรือไม่ รวมถึงมีความอิสระเสรีมีจริงหรือไม่ ซึ่งในความเห็นส่วนตัว คิดว่า อิสระเสรีไม่มีจริง

“ทุกคนไม่ได้มีอิสระเสรี 100% มิฉะนั้นคงฆ่ากันตายหมดแล้ว ฉะนั้นภายใต้กรอบจำกัดของสังคมที่จะอยู่ร่วมกัน เสรีภาพนั้นย่อมถูกจำกัดโดยปริยาย”

ประธาน กรธ. ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาสื่อถูกกำกับหรือจำกัด โดยเจ้าของสื่อ บรรณาธิการ สปอนเซอร์ (ผู้มีอุปการะคุณ) และสุดท้าย ประชาชน

“ในอดีต ประชาชนไม่มีอิทธิพลต่อสื่อ เพราะไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่ประชาชนจะไปตอบโต้หรือบอกกับสื่อได้ว่า สิ่งที่กำลังทำขัดต่อศีลธรรมอันดี เพราะฉะนั้น ประชาชนจึงถูกลิดรอนมาเรื่อย ๆ แตกต่างจากปัจจุบันประชาชนไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอีกแล้ว เพราะกลายเป็นสื่อเอง โดยไม่มีวิชาชีพและไม่ต้องรู้หลักเกณฑ์การทำข่าวว่าเป็นอย่างไร”

นายมีชัย ขยายความต่อว่า วันนี้ประชาชนมีเทคโนโลยีในมือ เมื่อรู้อะไรขึ้นมาตูมเข้าไปได้เลย ที่สำคัญ คนที่จับจิตวิทยาฝูงชนได้ สามารถเขียนอะไรในลักษณะที่เป็นการปลดปล่อยอารมณ์ออกมาได้ ซึ่งสื่อทำไม่ได้ แต่ประชาชนทำได้ จะด่าหยาบ ๆ หรือใช้ถ้อยคำไม่ดี ซึ่งคนฟังที่บ้านทุกคนมีอารมณ์ดิบด้วยกันทั้งนั้น เกิดความสะใจ

ทั้งนี้ เวลาที่สื่อหลักลงข่าว จะมีคนอยู่ในเหตุการณ์ออกมาบอกได้ทันทีว่า ถูกต้องหรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงถามว่า คนทั่วไปเชื่อใคร แน่นอนว่า เชื่อโซเซียลมีเดีย จนกว่าสื่อจะหาพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่า ภาพนั้นถ่ายจากแง่มุมที่ผิด

“ปัจจุบันประชาชนเริ่มมีอิทธิฤทธิ์ในเชิงกำกับสื่อมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สื่อต้องเริ่มคิดว่า จะกำกับดูแลกันเองอย่างไร จึงจะเกิดผล ซึ่งเรื่องลักษณะนี้ไม่มีใครทำให้ได้ เพราะใครมาทำให้จะเป็นของแน่นอนว่า คนนั้นจะเสียคน เพราะเวลาคิดต้องคิดทั้งระบบ และในระบบนั้นจะมีการแซงชั่นในตัวของมันเอง”

ประธาน กรธ.จึงมีข้อเสนอว่า องค์กรที่เกี่ยวกับสื่อ ณ ที่นี้ คือ ของหนังสือพิมพ์ เราจะวนเวียนเฉพาะสิ่งพิมพ์ แต่ถามว่าสื่อสิ่งพิมพ์เป็นกี่เปอร์เซนต์ของสื่อปัจจุบัน คำตอบน่าตกใจ ฉะนั้นองค์กรควบคุมวิชาชีพสื่อสารมวลชนต้องหาทางรวมกันให้ได้ คุยกันให้ได้ พอได้คร่าว ๆ แล้ว จึงคิดตั้งองค์กรเป็นศูนย์รวม ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องออกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อบังคับให้ทุกคนเป็นสมาชิก แต่ต้องออกเพื่อตั้งตัวนี้เป็นหลักเป็นฐาน และสร้างอำนาจบางอย่างให้ โดยไม่กระทบต่อเสรีภาพของการประกอบวิชาชีพ

นายมีชัย กล่าวถึงความจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่มีอำนาจพิจารณาจริยธรรมของสื่อทุกแขนง เมื่อพบผิดทำอย่างไร ไปลงโทษไม่ได้ ไล่ออกไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ และคิดว่าจะมีประสิทธิภาพ คือ เมื่อสอบแล้วพบว่า เป็นเรื่องการกระทำผิดจริยธรรมจริง ๆ ให้แถลงให้ประชาชนทราบ ระบุ ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แล้วจบ รวมไปถึงให้เขียนบทนิรโทษกรรมในนั้น ทำโดยสุจริตใครจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องหมิ่นประมาทไม่ได้

“ผมพยายามคิดว่า วิธีนี้เท่านั้นจึงจะไม่กระทบถึงเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อและมีเหตุผลอยู่ในตัว เพราะเป็นการป้องกันสังคมโดยรวม รักษาความน่าเชื่อถือของสื่อไว้ โดยไม่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ทั้งทางแพ่งและอาญา นั่นคือแนวทางที่คิดไว้ ลองไปสานต่อกันดูว่าจะขยายความกันอย่างไร” นายมีชัย กล่าวในที่สุด

ที่มา: https://www.isranews.org/isranews/67448-media-67448.html

แท็ก คำค้นหา

  เมื่อ: วันพุธ, กรกฎาคม 4th, 2018, หมวด highlight, กิจกรรมสภาการ, ข่าวเด่น
ปฏิทิน
พฤศจิกายน 2018
วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ วันพฤหัส วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์
ตุลาคม 29, 2018 ตุลาคม 30, 2018 ตุลาคม 31, 2018 พฤศจิกายน 1, 2018 พฤศจิกายน 2, 2018 พฤศจิกายน 3, 2018 พฤศจิกายน 4, 2018
พฤศจิกายน 5, 2018 พฤศจิกายน 6, 2018 พฤศจิกายน 7, 2018 พฤศจิกายน 8, 2018 พฤศจิกายน 9, 2018 พฤศจิกายน 10, 2018 พฤศจิกายน 11, 2018
พฤศจิกายน 12, 2018 พฤศจิกายน 13, 2018 พฤศจิกายน 14, 2018 พฤศจิกายน 15, 2018 พฤศจิกายน 16, 2018 พฤศจิกายน 17, 2018 พฤศจิกายน 18, 2018
พฤศจิกายน 19, 2018 พฤศจิกายน 20, 2018 พฤศจิกายน 21, 2018 พฤศจิกายน 22, 2018 พฤศจิกายน 23, 2018 พฤศจิกายน 24, 2018 พฤศจิกายน 25, 2018
พฤศจิกายน 26, 2018 พฤศจิกายน 27, 2018 พฤศจิกายน 28, 2018 พฤศจิกายน 29, 2018 พฤศจิกายน 30, 2018 ธันวาคม 1, 2018 ธันวาคม 2, 2018