ข้อบังคับมูลนิธิ

ข้อบังคับ

มูลนิธิสภาการสื่อมวลชน

หมวดที่ ๑

ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

          ข้อ ๑.  มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิสภาการสื่อมวลชน” ย่อว่า “ม.ส.ส.ช.”

          เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Foundation of the Press Council” (FPC)

          ข้อ ๒.  เครื่องหมายของมูลนิธิ คือ รูปตราสัญลักษณ์ ประกอบด้วย

          ภาพตราสัญลักษณ์ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นภาพปากกา และแว่นขยาย ภายในดวงตา สื่อความหมาย ถึงความเป็นอิสระ มีการควบคุมกันเองและส่งเสริมเสรีภาพและความรับผิดชอบทางจริยธรรม

          ส่วนด้านล่างเป็นภาพสองมือรองรับ สื่อความหมายโดยรวมของตราสัญลักษณ์มูลนิธิสภาการสื่อมวลชนว่า เป็นมูลนิธิที่มีภารกิจสำคัญเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีอิสระ มีการควบคุมกันเองเพื่อเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นด้วย ความรับผิดชอบทางจริยธรรม

          ตามรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้

          ข้อ ๓.  สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิตั้งอยู่เลขที่ ๕๓๘/๑ ถนนสามเสน แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ ๑๐๓๐๐

หมวดที่ ๒

วัตถุประสงค์

          ข้อ ๔.  วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้มีดังนี้

                   ๔.๑  ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพ

                   ๔.๒  ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้เพื่อการศึกษาและจัดอบรมสัมมนาให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งในและนอกประเทศ

                      ๔.๓  ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบวิชาชีพและกิจการสื่อมวลชนให้มีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามหลักจริยธรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

                    ๔.๔  ส่งเสริมเสรีภาพและสนับสนุนสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น  ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

                    ๔.๕  ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่าง
ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนทุกแขนง

                    ๔.๖  ส่งเสริมและสนับสนุนการเสริมสร้างเกียรติยศศักดิ์ศรี และอุดมการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนให้เป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต และอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

                    ๔.๗  ส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และการสื่อสารเพื่อการสร้างภาคีเครือข่ายของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน รวมทั้งจัดทำและผลิตสื่อการเรียนการสอนและการจัดอบรม ในรูปแบบต่างๆ

                    ๔.๘  ให้ความร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นเพื่อสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมการศึกษา การสาธารณสุข และกิจกรรมสาธารณประโยชน์อื่น

                    ๔.๙  ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

หมวดที่ ๓

ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

          ข้อ ๕.  ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือ เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)

          ข้อ ๖.  มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้

                    ๖.๑  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด

                    ๖.๒  เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้

                    ๖.๓  ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ

                    ๖.๔  รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมซึ่งไม่ขัดกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

หมวดที่ ๔

คุณสมบัติและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๗.  กรรมการมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้

                    ๗.๑  มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์

                    ๗.๒  ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

                    ๗.๓  ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

                   ๗.๔  ไม่ประพฤติตนเป็นที่เสื่อมเสียต่อสังคม

                    ๗.๕  ตำแหน่งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ เลขาธิการ และเหรัญญิกของมูลนิธิ ต้องมาจากประธาน รองประธาน เลขาธิการ และเหรัญญิกของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติตามลำดับ

          ข้อ ๘.  กรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

                    ๘.๑  ถึงคราวออกตามวาระ

                    ๘.๒  ตายหรือลาออก

                    ๘.๓  ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ ๗.

                   ๘.๔  คณะกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติหมดวาระการดำรงตำแหน่ง

                    ๘.๕  เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ ๕

การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๙.  มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ คน แต่ไม่เกิน ๑๕ คน

          ข้อ ๑๐.  คณะกรรมการมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับข้อ ๙.

          ข้อ ๑๑.  การแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้

          ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่แต่งตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ โดยต้องมีกรรมการมูลนิธิที่มาจากกรรมการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการมูลนิธิทั้งหมด

          ข้อ ๑๒.  ประธาน และกรรมการมูลนิธิดำเนินงานอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๓ ปี

          ข้อ ๑๓.  การแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม

          ข้อ ๑๔.  ประธาน และกรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นประธานและกรรมการมูลนิธิได้อีก

          ข้อ ๑๕.  ในกรณีที่กรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งหรือถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการมูลนิธิ ที่พ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ ปฏิบัติหน้าที่กรรมการมูลนิธิต่อไปจนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้ง    การจดทะเบียนกรรมการมูลนิธิที่ตั้งใหม่

หมวดที่ ๖

อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๑๖.  คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

                    ๑๖.๑  กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น

                    ๑๖.๒  ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ

                    ๑๖.๓  เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีรายรับ-รายจ่ายต่อนายทะเบียน

                    ๑๖.๔  ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้

                    ๑๖.๕  ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ

                    ๑๖.๖  แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ

                    ๑๖.๗  เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

                    ๑๖.๘  เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ

                    ๑๖.๙  เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ

                    ๑๖.๑๐  แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๖.๗ ๑๖.๘ และ ๑๖.๙ ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ ๑๖.๙ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

                    ๑๖.๑๑  เป็นผู้แทนของมูลนิธิในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก

          ข้อ ๑๗.  ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

                    ๑๗.๑  เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

                    ๑๗.๒  สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

                    ๑๗.๓  เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับ และสรรพหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิ ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้

          ๑๗.๔  ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๑๘.  ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธาน     ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

          ข้อ ๑๙.  ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่    ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

          ข้อ ๒๐.  เลขาธิการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบ ข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิ และทำรายงานการประชุมตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ

          ข้อ ๒๑.  เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสาร ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

          ข้อ ๒๒.  สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

          ข้อ ๒๓.  คณะกรรมการของมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ ๗

อนุกรรมการ

          ข้อ ๒๔.  คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำหรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้คณะอนุกรรมการแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

          ข้อ ๒๕.  อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้มอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามระยะเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้   ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

                    ๒๕.๑  อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย

                    ๒๕.๒  อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ ๘

การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๒๖.  คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำทุก ๆ ปี ภายในเดือน มีนาคม และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

          ข้อ ๒๗.  การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุม ก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้ สำหรับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖. บังคับโดยอนุโลม

          ข้อ ๒๘.  กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ ๒๖. บังคับโดยอนุโลม

          ข้อ ๒๙.  ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธาน   ในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิ         มีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

          ข้อ ๓๐.  ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานในที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ ๙

การเงิน

          ข้อ ๓๑.  ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งร่วมกับเหรัญญิกมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

          ข้อ ๓๒.  เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐.- บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

          ข้อ ๓๓.  เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใด หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

          ข้อ ๓๔.  การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงินจะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทน กับเลขาธิการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้

          ข้อ ๓๕.  การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายจาก

                    ๓๕.๑  ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน

                    ๓๕.๒  เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ

                    ๓๕.๓  รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ

          ข้อ ๓๖.  ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงิน

          ข้อ ๓๗.  ให้คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดรอบระยะเวลาบัญชี และจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี

หมวดที่ ๑๐

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

          ข้อ ๓๘.  การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ ๑๑

การเลิกมูลนิธิ

          ข้อ ๓๙.  ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิอื่นซึ่งมีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๑๐ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

          ข้อ ๔๐.  การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลง  โดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้

                    ๔๐.๑  เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์ตามคำมั่นเต็มจำนวน

                    ๔๐.๒  เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก

                    ๔๐.๓  เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ

                    ๔๐.๔  เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ

หมวดที่ ๑๒

บทเบ็ดเตล็ด

          ข้อ ๔๑.  การตีความข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

          ข้อ ๔๒.  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิมิได้กำหนดไว้

          ข้อ ๔๓.  มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง

                                         (นายชวรงค์  ลิมป์ปัทมปาณี)

                                  ประธานกรรมการมูลนิธิสภาการสื่อมวลชน