
AI กับการทำข่าวสืบสวนยุคใหม่ ถอดบทเรียนนิวยอร์กไทม์ใช้ระบบเอไออัจฉริยะ สรุปสังเคราะห์เนื้อหาในสังคมออนไลน์ เพื่อรู้กระแส เป็นประโยชน์ต่อการตั้งประเด็น วางแผนยุทธศาสตร์ข่าว เพื่อเจาะลึกได้ก่อนใคร ขณะที่ผลวิจัยองค์กรสื่อในไทยพบใช้เอไอในงานข่าวมากเกินคาด ขณะที่ข่าวเจาะสืบสวนสอบสวนเอไออาจไม่ตอบโจทย์ นักวิชาการชี้จุดแข็งนักวิชาชีพคือทักษะที่เอไอแทนไม่ได้
รายการ รู้ทันสื่อกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ออกอากาศทาง MCOT NEWS FM 100.5 ประเด็น “AI กับการทำข่าวสืบสวนยุคใหม่” ดำเนินรายการโดย ณรงค สุทธิรักษ์ วิชัย วรธานีวงศ์ และสืบพงษ์ อุณรัตน์ ผู้ร่วมสนทนา ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม รองเลขาธิการฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฎิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วัชรินทร์ กลิ่นมะลิ ผู้สื่อข่าว เพจคุยทุกเรื่องกับสนธิ และรายการสนธิ ทอล์ก ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม หยิบยกโมเดลการใช้เอไอ (AI) ในการทำข่าวสืบสวนยุคใหม่ในสื่อต่างประเทศ ที่น่าสนใจจากนิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) สำนักข่าวใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันสื่อเก่าแก่ระดับโลก สัญลักษณ์ของแนวคิดเสรีนิยม และเป็นผู้นำด้านมาตรฐานการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหรัฐอเมริกา สร้างผลงานในเรื่องข่าวสืบสวนในหลายเรื่อง และยังตรวจสอบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มาโดยตลอด

โดยนิวยอร์กไทม์ได้ลงทุนสร้างระบบที่ชื่อว่า “ชีทชีท” (Cheatsheet) หรือระบบสรุปข้อมูลอัจฉริยะ ได้พัฒนาต่อยอดมาสู่โปรเจ็กต์ Manosphere Report เพื่อเตรียมการรับมือการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยที่ทำหน้าที่เป็นสายสืบดิจิทัล แกะรอยเครือข่ายทางความคิดในพอดแคสต์นับพันชั่วโมง เพื่อเปิดโปงการใช้สื่อออนไลน์บงการทิศทางการเมืองระดับชาติได้อย่างแม่นยำ
ในสหรัฐอเมริกา มีสมรภูมิออนไลน์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รู้จักกันในนาม Manosphere เป็นที่รวมเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชายหนุ่มของกลุ่มอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ผ่านรายการในพอดแคสต์ ที่กำลังเป็นกระบอกเสียงทางการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าสื่อกระแสหลัก และมีอิทธิพลต่อฐานเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์สูง เนื่องจากปัจจุบันคนทั่วไปในสหรัฐอเมริกา ไม่ค่อยติดตามหนังสือพิมพ์ ทีวี แต่ติดตามพอดแคสต์มาก เพราะสะดวก ฟังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกกิจกรรม
ทีมข่าวนิวยอร์กไทมส์ มองว่า Manosphere ไม่ใช่แค่เรื่องผู้ชายคุยกัน แต่เป็นพื้นที่รวมตัวของชายหนุ่มที่แลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องอำนาจ และความเป็นชายในโลกสมัยใหม่ เช่น ปัญหาการหาคู่ ความล้มเหลวของระบบการศึกษา การระบายความอัดอั้นต่อปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งการพูดคุยในพอดแคสต์เหล่านี้ได้พัฒนาเป็นกระแสวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนการเมืองในภาพใหญ่ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งปี 2567 และ 2568 เป็นเหตุให้นิวยอร์กไทมส์ตัดสินใจเกาะติดความคิดของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเหล่านี้ นำมาสู่การสร้างอาวุธลับที่ชื่อว่า Manosphere Report
เครื่องมือชิ้นนี้ ไม่ใช่เพียงแค่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่เป็นระบบเอไออัจฉริยะที่ทำหน้าที่คอยประมวลผล วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ที่สื่อกระแสหลักเข้าถึงได้ยาก โดยใช้เทคโนโลยีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLMs (Large Language Models) คอยถอดความ สรุปเนื้อหาพอดแคสต์ชื่อดังหลายสิบรายการในคราวเดียว
Manosphere Report ถูกนำมาใช้ในปี 2566 ก่อนจะเห็นผลสำเร็จปี 2568 ทำหน้าที่เฝ้าติดตามพอดแคสต์รายการดังประมาณ 80 รายการ ทั้งหมดถูกคัดเลือกจากนักข่าว จากโต๊ะข่าวในกองบก. รายชื่อพอตแคสต์ที่ถูกจับตามอง ครอบคลุมตั้งแต่รายการฝั่งขวาจัด ไปจนถึงรายการที่มีแนวคิดเอียงไปทางเสรีนิยม
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความรวดเร็วและแม่นยำ เมื่อพอดแคสต์รายการใดรายการหนึ่งเผยแพร่ตอนใหม่ ระบบจะทำงานโดยอัตโนมัติและประมวลผลอย่างรวดเร็วแยกเป็น 4 ขั้นตอน
โมเดลนิวยอร์กไทม์
ดาวน์โหลดข้อมูล – เอไอจะติดตามฟังพอดแคสต์เป้าหมายกว่า 80 รายการ ทันทีที่มีการอัปโหลดตอนใหม่ ระบบจะดูดไฟล์เสียงมาแปลงเป็นข้อความทันที
ถอดความ แทนที่จะสรุปแบบตรงๆ เอไอจะทำหน้าที่เชื่อมโยงประเด็นเพื่อหาว่ามีคีย์เวิร์ดไหนที่ อินฟลูเอ็นเซอร์ฝ่ายขวากำลังพูดถึงพร้อมกัน
สังเคราะห์ภาพรวม ทุกๆ 24 ชั่วโมง เครื่องมือนี้จะนำบทสรุปทั้งหมดมาประมวลผลซ้ำเพื่อสร้างบทสรุปเหนือบทสรุป เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นพูดคุยร่วมและแนวโน้มรายวันที่น่าสนใจ
ส่งต่อทุกเช้า ทุก 8 โมงเช้า นักข่าว 40 คนในกองบรรณาธิการจะได้อีเมลสรุปเทรนด์ความขัดแย้งที่กำลังก่อตัว เพื่อใช้เป็นลายแทงในการติดตาม ตรวจสอบ และขยายผลประเด็นข่าว
รายงานสรุปข้อมูลพอดแคสต์ที่ส่งให้กองบก.ดูเหล่านี้ ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือน โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสการเมืองใหม่ๆ หรือการเปลี่ยนทิศทางของวาทกรรมในโลกในเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตาม หน้าที่ในการผลิตงานข่าว ยังคงเป็นของนักข่าวที่ต้องตามหาความจริงจากเบาะแสที่ได้รับจากรายงานเหล่านี้ โดยไม่พึ่งพาบทสรุปที่สร้างโดยเอไอเท่านั้น แต่นักข่าวจะย้อนกลับไปฟังพอดแคสต์ตัวจริงเสมอ แต่ใช้รายงานจากเอไอ เป็นเหมือนสายสืบ หรือแรงกระตุ้นให้หันไปตรวจสอบบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดและใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เมื่อได้ข้อมูลมาก็นำมาประมวล เพื่อวางแผนการทำงาน ซึ่งเป็นสื่อดั้งเดิม และเป็นสื่อกระแสหลัก เพราะบทบาทของสื่อในสหรัฐถูกลดคุณค่าไปมาก คนมาฟังสื่อออนไลน์ค่อนข้างมาก สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้นิวยอร์กไทม์กลายเป็นสื่อทันสมัยทันที เมื่อใช้เทคโนโลยีในการทำงาน ปัจจุบันระบบนี้ก็ได้ขยายไปยังสื่อโซเชียลต่างๆ ด้วย เพราะเมื่อได้ผล จึงสามารถวางบทบาทของสื่อให้มีน้ำหนัก กำหนดยุทธศาสตร์ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ประโยชน์การตั้งประเด็นวางแผนข่าว
การที่นิวยอร์กไทมส์ลงทุนสร้างระบบเอไอเพื่อรู้กระแสสังคมอย่างทันท่วงที เป็นประโยชน์ต่อการตั้งประเด็น การวางแผนยุทธศาสตร์ข่าวทำให้นักข่าวเข้าไปเจาะลึกวางแผนการทำข่าวได้ก่อนใคร
นอกจากนิวยอร์กไทมส์ที่ใช้เอไอในลักษณะนี้ ปัจจุบันสำนักข่าวท้องถิ่นทั่วสหรัฐฯ ต่างก็เริ่มใช้เอไอมาเป็นผู้ช่วยในรูปแบบแตกต่างกันไป ตั้งแต่การให้เอไอช่วยนั่งเฝ้าไลฟ์สดการประชุมสภาเมือง หรือคณะกรรมการโรงเรียน แล้วสรุปประเด็น ส่งมาให้ทางอีเมล์แทนที่จะให้นักข่าวเสียพลังไปนั่งฟังเองเหมือนแต่ก่อน เช่นเดียวกับ สื่อดังระดับโลกหลายสำนักต่างก็ใช้เอไอในงานข่าว สรุปข้อมูลเนื้อหา เทรนด์ ในติ๊กต๊อกหรือในยูทูป
กรณีของนิวยอร์กไทมส์ สะท้อนให้เห็นว่า หน้าที่ของสื่อยุคใหม่ไม่ใช่แค่การรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น แต่คือ ความพยายามหาวิธี จับอารมณ์สังคมให้แม่นยำที่นับวันจะยิ่งซับซ้อน และกระจัดกระจายอยู่ในสื่อทางเลือก และพื้นที่ปิดที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพอดแคสต์เฉพาะกลุ่ม หรือชุมชนออนไลน์ที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวซ่อนตัวอยู่ในสื่อบางประเภท เพื่อกำหนดวาระการนำเสนอของสื่อ จนกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย และดึงความสนใจของสังคมกลับมาอยู่ในมือสื่อหลักอีกครั้ง
ข่าวสืบสวนสอบสวนเอไออาจไม่ตอบโจทย์
วัชรินทร์ กลิ่นมะลิ สะท้อนมุมมองในการใช้เอไอ กับการทำข่าวสืบสวนสอบสวนว่า เนื้อหารายการที่เขาทำ ยังจำเป็นต้องใช้วิธีและรูปแบบแอนาล็อกเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากนักข่าวต้องลงพื้นที่เอง 100% น้อยครั้งที่จะตรวจเช็คข้อมูลผ่านเอไอ เพราะบางเรื่องไม่มีบันทึกไว้ในฐานข้อมูลดาต้าในโซเชียลมีเดีย

นักข่าวยังต้องใช้สัญชาตญาณในการทำข่าวแบบมืออาชีพ 100% เอไอจะมีส่วนแค่การนำทางในบางประเด็น เช่น ในการตรวจสอบหาบุคคล ข้อมูลบริษัท ที่เป็นข่าวแวดล้อม เพื่อใช้นำทาง แต่หลักๆ คือนักข่าวต้องลงพื้นที่ เพื่อให้รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร ต้องเข้าหาแหล่งข่าว ต้องใช้การพูดคุย ดูสภาพแวดล้อม เพื่อเจาะลึก ตนจึงมองว่าเป็นรูปแบบแอนาล็อก 100%
วัชรินทร์ ระบุว่า ข่าวสืบสวนสอบสวนเป็นข่าวเฉพาะทาง ที่ไม่มีสถิติ ไม่มีฐานข้อมูล และประเด็นดิ้นได้ตลอด ไม่มีใครทำดาต้าของข่าวสืบสวนสอบสวน นักข่าวจึงต้องใช้ทักษะ สัญชาตญาณ การจับประเด็น ต้องมีลูกล่อลูกชน สุดท้ายคือความเก๋าเกมในสนามของนักข่าว
วัชรินทร์ บอกเล่าถึงการทำข่าวสืบสวนสอบสวนในช่วงที่ผ่านมา ที่เขากำลังติดตามเรื่องสแกมในประเทศเพื่อนบ้าน การหลอกลวงออนไลน์ โดยกลุ่มทุนจีนตามตะเข็บชายแดน ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย มีการใช้เอไอมาช่วยบ้าง เช่น การค้นข้อมูลบริษัทที่ต้องตรวจสอบว่า จัดตั้งเมื่อใด ข้อมูลจดทะเบียนมีรายละเอียดอย่างไร กรณีที่จะต้องตามหาบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับข่าวสืบสวนสอบสวนที่กำลังทำอยู่ ใช้เอไอค้นหาข้อมูลประมาณ 10-20%
สำหรับในประเทศไทย การหาข้อมูลเพื่อใช้ในงานข่าวสืบสวนสอบสวนด้วยเอไอ ยังห่างไกลกับต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกาที่มีฐานข้อมูลจำนวนมาก ต่างกับในประเทศไทย
วัชรินทร์ มองว่า อีกเรื่องคือกฎหมาย ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลส่วนบุคคล ก็มีกฎหมายพีดีพีเอเป็นอุปสรรคพอสมควร ฉะนั้นโอกาสที่คนข่าวในกลุ่มข่าวอาชญากรรมจะนำเอไอมาใช้ในการทำข่าวแบบสืบสวนสอบสวน จึงยังห่างไกล
อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์ที่ได้เห็น ณ วันนี้ ก็มีนักข่าวเจนใหม่ที่ใช้เอไอ ใช้แชตจีบีทีช่วยการถอดความออกมา แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นมนุษย์ตรวจสอบหรือกลับมาสู่แอนาล็อกอยู่ดี
ผลวิจัยองค์กรสื่อใช้เอไอเกินคาด
ในมุมวิชาการ ดร.เอกพล เธียรถาวร มองถึงแนวโน้มที่คนข่าวจะนำเอไอมาใช้ในงานข่าวสืบสวนสอบสวน โดยสะท้อนผ่านงานวิจัยของเขา ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการใช้งานเอไอขององค์กรสื่อโดยภาพรวม โดยแบ่งเป็นองค์กรสื่อสาธารณะ องค์กรสื่อภาคเอกชน ที่มีสื่อหลากหลาย ทำให้พบว่า สื่อไทยใช้เอไอมากกว่าที่คิดในทุกองค์กร และทิศทางในวงการข่าวเอไอต้องเข้ามามีส่วนแน่นอน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยสามารถเข้ามาช่วยในส่วนต่างๆ ได้มาก

จากการศึกษา จะพบว่าในต่างประเทศมีแนวโน้มจะใช้ก่อนเรา เพราะมีความพร้อมเรื่องงบประมาณ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยในบางองค์กรสื่อที่ใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีการใช้เอไอที่สร้างมาใช้เฉพาะภายในองค์กรของเขาเอง ไม่ได้ใช้แค่ในเชิงพาณิชย์ทั่วไป จึงสามารถช่วยงานได้เฉพาะเจาะจง และมีประสิทธิภาพมาก
ดร.เอกพล ยังระบุถึงรูปแบบในการใช้เอไอในองค์กรสื่อว่า โดยภาพรวม ข่าวทั่วไป มีการใช้เอไอทุกส่วน แต่งานที่ใช้เอไอแล้วประหยัดเวลาได้มากที่สุด คือ การสรุปข้อมูล และถอดเทป ที่นักข่าวทั่วไปใช้อย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ณ ตอนนี้
ข่าวเจาะเอไออาจไม่ตอบโจทย์
สำหรับองค์กรสื่อที่เน้นข่าวเจาะ งานข่าวสืบสวนสอบสวน บางส่วนให้ข้อมูลว่า ใช้เอไอเข้ามาซัพพอร์ตบ้าง แต่ส่วนที่เป็นข้อมูลอ่อนไหว ข้อมูลเชิงลึก เขาก็จะหลีกเลี่ยงการใช้เอไอ แต่ก็ยังถือว่าเป็นโอกาส ที่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ คิดว่าข่าวสืบสวนที่ต้องทำงานกับข้อมูลที่มีจำนวนมากและซับซ้อน เอไอน่าจะเข้ามาช่วยได้เป็นพิเศษ เพราะมีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยยังพบปัญหาการใช้เอไอในงานข่าวอยู่บ้าง เรื่องความคลาดเคลื่อน ซึ่งในส่วนนี้ก็ยังต้องใช้คนเป็นหลัก ในการตรวจสอบ การตัดสินใจ ต้องเป็นมนุษย์เสมอ อย่างการถอดเทปสัมภาษณ์ หรืองานเสวนาที่ยาวเป็นชั่วโมง แม้จะถอดเทปมาได้ แต่หลักการที่พบจากการวิจัย คือมนุษย์ต้องคอยตรวจเช็ค สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงหลักในเนื้อหา ชื่อบุคคล ชื่อเฉพาะ และตัวเลข หากเป็นข้อมูลทั่วไปเอไอค่อนข้างทำได้ถูกต้องประมาณ 90%
ดร.เอกพล ชี้ถึงกลไกการทำงานด้วยเอไอในงานข่าวอย่างมีประสิทธิภาพด้วยว่า เบื้องต้นที่เราพัฒนาเพื่อให้เอไอให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ในทันที สามารถทำได้เลย เช่น หากเป็นข่าวเศรษฐกิจ เราอาจจะต้องโหลดไฟล์ ที่เราต้องการให้เอไอประมวลผล มาไว้กับตัวเองก่อน คือคัดเลือกว่าจะใช้ข้อมูลส่วนใด แล้วนำข้อมูลนั้นๆ มาให้เอไอประมวลผลอีกที ข้อมูลของเรา ต้องไม่ใช่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตทั่วไป เพราะมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้สูง
“สมาคม-สภาวิชาชีพ” หนุนเครื่องมือกลาง
ในเรื่องของข่าวเศรษฐกิจ ในต่างประเทศใช้เอไอมาก ล่าสุดสำนักข่าวบลูมเบิร์ก สร้างเอไอเฉพาะขององค์กร และในการประมวลผลข้อมูล จะใช้ฐานข้อมูลที่คัดกรองมาแล้ว ไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตทั่วไป ฉะนั้นจึงได้ความแม่นยำที่สูงกว่ามาก
ในระยะเริ่มต้นแบบแผนการใช้เอไอในแต่ละองค์กรอาจต้องมีการอบรม และวางแผนเฉพาะแต่ละองค์กรให้ชัด ขณะเดียวกันองค์กรที่เป็นสภาวิชาชีพหรือสมาคมวิชาชีพ สามารถสนับสนุนได้ด้วยการลองหาเครื่องมือที่เป็นกลาง มาใช้ร่วมกันในบางเคส ซึ่งอาจจะเป็นเคสที่แยกกับเรื่องของข่าวเจาะ ซึ่งคงใช้ร่วมกันไม่ได้
การนำเอไอมาใช้ในงานสื่อ ดร.เอกพล ยอมรับว่า มีผลกระทบต่อคนในองค์กรสื่อ ซึ่งถือว่าเป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ข่าวร้ายคือกระทบต่อการลดคน ทว่าเอไอก็กระทบทุกวงการ เพราะลักษณะการทำงานของเอไอ ทำให้คนที่มีประสบการณ์ มีความรู้ มีทักษะเฉพาะด้านอยู่แล้วทำงานได้มีคุณภาพมากขึ้น และมีปริมาณที่มากขึ้น ก็จะกระทบในส่วนของตลาดแรงงานแน่นอน แต่ทุกครั้งที่เกิดความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ก็จะเกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ หรือลักษณะงานใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ
ทั้งนี้ ลักษณะการนำเอไอมาใช้ จะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เช่นฟังก์ชันใหม่ๆ ที่เรียกว่า Agentic AI (ระบบปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงที่สามารถคิด วางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานซับซ้อนให้สำเร็จได้ด้วยตัวเองโดยอัตโนมัติ) จะสามารถทำงานที่มีลักษณะคล้ายงานของมนุษย์ทำงานแบบซ้ำๆ ได้ดีมากขึ้น คล้ายกับมนุษย์ทำจริงมากขึ้น
จุดแข็งนักข่าวทักษะที่เอไอแทนไม่ได้
สำหรับข้อกังวลว่า เอไอจะมาทดแทนนักข่าวที่เป็นมนุษย์โดยตรง ดร.เอกพล ระบุว่า ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่นอน แม้เอไออาจจะทำอะไรได้หลายอย่าง แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้แน่ๆ คือการลงพื้นที่ภาคสนาม การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับแหล่งข่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นมนุษย์เท่านั้นที่ทำได้ อย่างน้อยงานบางประเภท ที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์ มันทดแทนกันไม่ได้ แต่ลักษณะผลกระทบที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้สัดส่วนของการใช้คนในตลาดแรงงานอาจจะลดลง และทดแทนคนไม่ได้ทั้งหมดแน่นอน
สำหรับงานวิจัยที่แปลผลออกมา ดร.เอกพล ระบุว่า ในภาพรวมของวงการสื่อ จะเอามาใช้ในองค์กรสื่ออย่างไร โดยไกด์ไลน์หลักๆ ก่อนนำมาใช้ เราต้องวางหลักเกณฑ์ รากฐานของการใช้งานให้ชัดเจน ว่าในองค์กรเราจะใช้ขอบเขตแค่ไหน อย่างไร และต้องพัฒนาบุคลากรให้พร้อมกับการใช้งาน อันนี้จะเป็นตัวแปรหลัก นอกจากนั้น จะมีเรื่องของการใช้งาน ที่นำไปใส่ไว้ในกระบวนการทำงาน ให้เอไอเป็นตัวช่วย แล้วให้มนุษย์เป็นคนตัดสินใจเสมอ
ดร.เอกพล ทิ้งท้ายว่า เอไอเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องใช้ ซึ่งการใช้และสร้างความคุ้นเคยเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่เราต้องตระหนักว่า การใช้งาน เราจะใช้เพื่ออะไร แล้วมันมีผลเสียอะไรกับเราหรือไม่ ถ้าเราอยากจะฝึกทักษะบางอย่าง เราก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะใช้มันบ้าง มันเหมือนกับการออกกำลังกาย ถ้าเราให้หุ่นยนต์ยกดัมเบลแทน เราจะไม่สามารถแข็งแรงขึ้นมาได้.