29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัด 2 เวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย” และ “Agentic AI ในสมรภูมิสื่อ”

29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวที “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” “เอกนิติ” กางยุทธศาสตร์ 5T ฝ่า 3 วิกฤตโลกเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดกิจกรรม เวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” และ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” โดย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”

และเวทีเสวนาในหัวข้อเดียวกัน โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ต่อมาในช่วงบ่าย นายโชค วิศวโยธิน ผู้ก่อตั้งกลุ่ม AI เพื่อธุรกิจและสังคม เป็น Keynote Speech เรื่องทิศทาง AI ใน 1-2 ปีข้างหน้า ก่อนเปิดเวทีเสวนาหัวข้อ “Agentic AI ภัยคุกคามหรือโอกาสใหม่ ในสมรภูมิสื่อ?” โดยมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นางสาวสุวิตา จรัญวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทลสกอร์ จำกัด และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) นายก้าวโรจน์ สุตาภักดี Senior Leader, TNN Digital Channel นายปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการบริหาร เนชั่นทีวี ช่อง 22 นายสุภโชค ภัทรามรุต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อใหม่ PPTV และ ผศ.ดร.เอกพล เธียรถาวร คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการเสวนาโดยนางสาวอศินา พรวศิน กรรมการ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ

ทั้งนี้นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวเปิด โดยระบุถึงการจัดงานครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เพียง 2 วันหลังประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบใหม่จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจโลก จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการกำหนดทิศทางประเทศ

*  3 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย

ดร.เอกนิติ กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีต เพราะไม่ใช่เพียงผลกระทบระยะสั้นจากสงครามหรือราคาพลังงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และการบริหารประเทศทั่วโลก

ทุกวิกฤตล้วนสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การประชุมออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่สำหรับวิกฤตครั้งนี้ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากกำลังเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของโลกทั้งระบบ

วิกฤตโลกครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ระยะสั้น แต่มันสร้างการเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ และจะเปลี่ยนวิธีการบริหารของภาครัฐ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ทั้งโลก

การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันเกิดขึ้นพร้อมกัน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การแบ่งขั้วของโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการแข่งขันของทุกประเทศในระยะยาว การเปลี่ยนแปลงประการแรก คือ โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่โลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าต้นทุน ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้ขยายไปสู่การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการด้านภาษีและความมั่นคงเป็นเครื่องมือแข่งขัน ส่งผลให้นักลงทุนปรับมุมมองจากการเลือกประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ไปสู่ประเทศที่มีความมั่นคงและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อถือได้

สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว วันนี้ไม่ได้หาแค่ต้นทุนที่ถูกที่สุด แต่หาที่ที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่ Efficiency First แต่เป็น Security First

จากการหารือกับนักลงทุนต่างชาติในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พบว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นประเทศไทย เพราะสามารถทำการค้ากับทุกฝ่ายและมีศักยภาพเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว สำหรับการเปลี่ยนแปลงประการที่ 2 โลกกำลังเข้าสู่ Greenergy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการผสานคำว่า Green และ Energy เพราะปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วย ประเทศที่ยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง คิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และการผลิตไฟฟ้ากว่าร้อยละ 60 ยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก จึงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

“วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตในอดีต วิกฤตครั้งนี้เกิดจากพลังงาน เกิดจากสงคราม แล้วลามมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ” นายเอกนิติ กล่าวและว่า

ปัจจุบันประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 500,000 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน จากการนำเข้าพลังงานที่มีราคาสูงขึ้น และหากไม่เร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงาน จะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่าน จะยิ่งเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤติ และท้ายที่สุด คนตัวเล็กจะได้รับผลกระทบหนักกว่าคนตัวใหญ่” นายเอกนิติ กล่าวและว่า นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากขาดการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยยังอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ขณะที่โลกยุคใหม่ต้องการการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี

* เสนอ 5T ฝ่าวิกฤต ยุค AI-พลังงาน

การแก้ปัญหาจึงต้องดำเนินควบคู่กันทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ผ่านยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Target, Transition, Transform, Transparency และ Together โดย Target คือ การช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบตรงจุด พร้อมยกตัวอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่นำ AI “นกกระซิบ” มาช่วยผู้ค้ารายย่อยวิเคราะห์ยอดขาย บริหารต้นทุน และจัดทำบัญชี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สำหรับ Transition คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านประเทศสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจใหม่ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ประเทศไทยว่า

“วันนี้เราต้องยอมรับว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินก็ช่วยประคองได้ แต่ยาเคมีบำบัด จะรอให้ในอีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปีหนึ่งค่อยมาทำการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานหรือ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนผ่าน ไม่รีบทำตัวเองให้แข็งแรง ไม่รีบรักษาโรคที่ต้นตอ ประเทศก็จะยิ่งแย่” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ส่วน Transform คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน และการปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุค AI ขณะที่ Transparency คือ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ตรวจสอบได้ และ Together คือ การทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และภาควิชาการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยแย่มานานแล้ว ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อยๆ จึงอยากเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาส และสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนในอนาคต