ถอดบทเรียน “ฮลุน โซโล่” อย่าให้อัลกอริทึมชนะจริยธรรม

ถอดบทเรียนกรณี “ฮลุน โซโล่” นักวิชาชีพเตือนอย่าให้อัลกอริทึมชนะจริยธรรม ชี้สื่อต้องหยุดผลิต ดราม่า แข่งกันด้วยความถูกต้อง ไม่ใช่ความเร็ว ขณะที่สภาการสื่อฯ เตือนอย่าขาย“ดราม่า”แลกยอดวิว ชี้เส้นแบ่ง“ความเห็นอกเห็นใจ”กับ“การละเมิดสิทธิ” อยู่ที่เจตนา ย้ำข่าวต้องพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เร้าอารมณ์ พร้อมชวนประชาชนรู้เท่าทันสื่อรับมือยุค AI และอัลกอริทึม ด้านนักวิชาการชี้ AI-อัลกอริทึมกำลังเปลี่ยนเกมข่าว กรณี“ฮลุน โซโล่”เป็นบทเรียนสื่อยุคดิจิทัล เตือนคลิกเบต-ข่าวเร้าอารมณ์กำลังนำหน้าข้อเท็จจริง แนะสร้าง“ภูมิคุ้มกันสื่อ”ทั้งคนทำข่าวและประชาชน

กรณีการเสียชีวิตของ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวในประเทศจอร์เจีย ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสาเหตุการเสียชีวิต กลับกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของวงการสื่อ หลังเกิดการนำเสนอข้อมูลจำนวนมาก ทั้งการคาดเดา การสันนิษฐาน และการเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน จนสร้างความสับสนให้กับสังคม

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในรายการ “รู้ทันสื่อ” ของสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ทาง MCOT NEWS FM 100.5 วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2569 ในหัวข้อ “เมื่ออารมณ์ดราม่าแซงหน้าจริยธรรมสื่อ” (กรณีศึกษา ‘ฮลุน โซโล่’ กับกรอบการทำงานข่าวในยุคดิจิทัล) โดยมี จิราพร จันทร์เรือง ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวชีวิตคุณภาพ หนังสือพิมพ์มติชนและมติชนออนไลน์ สมชาย หอมลออ กรรมการจริยธรรม สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (สสมท.) ร่วมถอดบทเรียนการทำงานข่าวในยุคดิจิทัล ดำเนินรายการโดย ณรงค สุทธิรักษ์

“ข่าวไม่ครบถ้วน” อันตรายกว่าข่าวปลอม

     จิราพร จันทร์เรือง กล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่สุดจากกรณีนี้ คือ “ข่าวที่ไม่ครบถ้วน อันตรายยิ่งกว่าข่าวปลอม” เพราะเป็นการนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาต่อกันโดยไม่มีข้อสรุป ทำให้สังคมต้องเลือกว่าเชื่อข้อมูลจากฝ่ายใด ทั้งที่หน้าที่ของสื่อคือการตรวจสอบ รวบรวม และกลั่นกรองข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนที่สุดก่อนนำเสนอ เพื่อให้ประชาชนใช้วิจารณญาณจากข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่อารมณ์ที่ถูกกระตุ้นจากกระแสข่าว

เธอมองว่า ปัจจุบันการแข่งขันของสื่อไม่ควรอยู่ที่ “ใครเร็วกว่า” แต่ต้องแข่งขันกันที่ “ใครนำเสนอได้ถูกต้อง ครบถ้วน และรับผิดชอบมากกว่า” พร้อมเตือนว่า ไม่ควรปล่อยให้อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเป็นตัวกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ เพราะอัลกอริทึมให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ มากกว่าความจริงของเนื้อหา

อีกประเด็นที่น่ากังวล คือการตั้งพาดหัวข่าวเพื่อเรียกยอดคลิก หรือยอดมีส่วนร่วม (Engagement) โดยละเลยความรู้สึกของครอบครัวผู้สูญเสีย รวมถึงการหยิบข้อมูลเพียงบางส่วนมาสร้างกระแส เช่น การเหมารวมว่าประเทศจอร์เจียเป็นพื้นที่อันตราย หรือการตั้งคำถามในลักษณะโทษผู้เสียชีวิตว่า “รู้อยู่ว่าอันตรายแล้วไปทำไม” ซึ่งถือเป็นการ “โทษเหยื่อ” (Victim Blaming) ทั้งที่ยังไม่มีข้อเท็จจริงยืนยัน

ต้องหยุดผลิตดราม่า แข่งด้วยความถูกต้อง

จิราพรตั้งคำถามว่า วันนี้สื่อกำลัง “ทำข่าว” หรือกำลัง “ผลิตอารมณ์” ให้สังคม เพราะหลายครั้งเนื้อหาถูกออกแบบเพื่อกระตุ้นความโกรธ ความเศร้า หรือความสะเทือนใจ มากกว่าการให้ข้อเท็จจริง จนท้ายที่สุดความตายของคนคนหนึ่งกลับกลายเป็นเพียงคอนเทนต์ที่สร้างยอดรับชม

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การทำผิดเพียงครั้งเดียว แต่คือการทำให้สังคมเคยชินกับการมองว่าความตายคือคอนเทนต์ หรือสงครามคือเครื่องมือสร้างยอดเอ็นเกจเมนต์ ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับใคร” จิราพรกล่าว

เธอเสนอว่า ทั้งสื่อมวลชนและประชาชนควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนโพสต์ หรือเผยแพร่ข้อมูลทุกครั้งว่า ข้อมูลนั้นถูกต้องหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ และส่งผลกระทบต่อครอบครัวผู้สูญเสีย หรือผู้เกี่ยวข้องอย่างไร พร้อมเห็นว่าชาวโซเชียลควรลดการแสดงความคิดเห็นหรือคาดเดาสาเหตุของเหตุการณ์ลง หลังจากช่วงแรกของการเกิดเหตุ เพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินไปโดยไม่สร้างบาดแผลซ้ำเติมผู้สูญเสีย

ในประเด็นของสื่อออนไลน์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จิราพร เห็นว่า ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างองค์กรวิชาชีพสื่อกับผู้ผลิตคอนเทนต์มากขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านจริยธรรม และมาตรฐานการทำงาน หากคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต้องการก้าวสู่บทบาทของสื่อมวลชน ก็จำเป็นต้องยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมเช่นเดียวกับสื่อวิชาชีพ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบกระบวนการผลิตทั้งหมด ตั้งแต่คัดเลือกเนื้อหา ผลิต ไปจนถึงเผยแพร่ต่อสาธารณะ

สะท้อนปัญหาอัลกอริทึม-แข่งบนโซเชียลมีเดีย

สำหรับแรงกดดันในการทำงานข่าว เธอยอมรับว่า ปัจจุบันกองบรรณาธิการจำนวนมากเผชิญแรงกดดันจากอัลกอริทึมและการแข่งขันบนโซเชียลมีเดีย หากเผยแพร่ข่าวช้ากว่าคู่แข่ง ระบบอาจลดการมองเห็นของเนื้อหา ทำให้หลายสำนักเลือกนำเสนอข้อมูลด้านเดียวหรือรายงานเพียงบางส่วนก่อน

อย่างไรก็ตาม ความเร็วไม่ควรเป็นข้ออ้างของความผิดพลาด เพราะเมื่อข้อมูลยังไม่ครบถ้วน สื่อควรระบุข้อจำกัดของข้อมูลอย่างชัดเจน และเมื่อมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ต้องกลับมาสรุปข่าวใหม่ แก้ไขข้อมูลเดิม และเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ประชาชนเข้าใจ เพื่อลดความสับสนและยุติดราม่าที่อาจยืดเยื้อกระทบครอบครัวผู้สูญเสีย

จิราพร ย้ำว่า หลักการสำคัญของการทำข่าวคือ ทุกข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบก่อนเผยแพร่ ขณะที่ประชาชนเองก็ควรตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ด่วนเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่ยังไม่มีการยืนยัน เพราะแม้การนำเสนอข่าวจะช้าลงบ้าง แต่หากแลกกับความถูกต้อง ความครบถ้วน และความน่าเชื่อถือ ก็ถือเป็นคุณค่าที่สำคัญที่สุดของวิชาชีพสื่อมวลชนในยุคดิจิทัล 

เส้นแบ่ง“ความเห็นอกเห็นใจ”กับ“การละเมิดสิทธิ”

ขณะที่ สมชาย หอมลออ ตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างการนำเสนอข่าวด้วยความเห็นอกเห็นใจ กับการนำความสูญเสียมาสร้างกระแสและผลประโยชน์ทางธุรกิจ โดยชี้ว่า ปัจจุบันคำว่า “สื่อ” ไม่ได้หมายถึงเฉพาะหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ข่าวเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงสื่อสังคมออนไลน์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้วย ดังนั้น ผู้เผยแพร่ข้อมูลทุกคนจึงควรยึดหลักจริยธรรมเดียวกัน คือ การนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง สามารถตรวจสอบ พิสูจน์ และอ้างอิงได้

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “เส้นแบ่งระหว่างความเห็นอกเห็นใจ กับการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” ซึ่งสมชายมองว่า แยกได้ไม่ยาก หากพิจารณาจาก “เจตนา” ของการนำเสนอ

การแสดงความเห็นอกเห็นใจ คือการสื่อสารเพื่อปลอบโยน ให้กำลังใจ และยกย่องคุณงามความดีของผู้เสียชีวิต หรือถอดบทเรียนเพื่อประโยชน์ของสังคม โดยคำนึงถึงความรู้สึกของครอบครัว ญาติ และผู้สูญเสียเป็นสำคัญ แต่หากเป็นการนำข้อมูลส่วนตัว ประวัติครอบครัว หรือเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงของข่าวมาเผยแพร่ เพียงเพื่อเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือสร้างความสนใจให้กับสื่อของตนเอง ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และขัดต่อหลักจริยธรรมสื่ออย่างชัดเจน

ปัจจุบันมีบางสื่อ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์อ้างว่าเป็นหน้าที่ของสื่อในการนำเสนอประวัติของบุคคล แต่หากการนำเสนอมีเป้าหมายเพื่อโปรโมตช่องทางของตนเอง หรือสร้างรายได้จากยอดผู้ชม ย่อมสะท้อนว่าเจตนาไม่ได้อยู่ที่การรายงานข่าว หากแต่อยู่ที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่า

แนะยึดแนวปฏิบัติสภาการสื่อ

สมชาย ระบุว่า สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติได้กำหนดหลักจริยธรรมไว้อย่างชัดเจนว่า การเสนอข่าวต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ และไม่ควรนำเสนอข่าวในลักษณะ “เร้าอารมณ์” เพราะมักเป็นการขยายหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อดึงดูดให้ผู้คนติดตามข่าวต่อ

ยกตัวอย่างกรณีข่าวการเสียชีวิต หรือการฆ่าตัวตาย ที่หลายครั้งมีการขุดคุ้ยชีวิตส่วนตัว หรือคาดเดาสาเหตุโดยไม่มีผลการชันสูตรหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ และสร้างความเสียหายต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

แม้จะยอมรับว่า สื่อในยุคปัจจุบันต้องแข่งขันกันอย่างหนักทั้งด้านความเร็ว การสร้างความตื่นเต้น และการดึงดูดผู้ชม เพราะยิ่งมีผู้ติดตามมาก ก็ยิ่งมีรายได้จากธุรกิจโฆษณาเพิ่มขึ้น แต่การแข่งขันดังกล่าวกลับทำให้มาตรฐานด้านจริยธรรมของสื่อหลายแห่งอ่อนตัวลง ซึ่งสภาการสื่อมวลชนฯ ยังได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดจริยธรรมอย่างต่อเนื่อง และมีการตรวจสอบ รวมถึงตักเตือนสื่อที่กระทำผิด แม้จะยอมรับว่าการบังคับใช้ยังมีข้อจำกัด

ชวนปชช.รู้เท่าทันสื่อรับมือยุค AI – อัลกอริทึม

ในประเด็นของเทคโนโลยี สมชาย เตือนว่า AI และอัลกอริทึมไม่มีจริยธรรม เพราะทำหน้าที่เพียงคัดเลือกเนื้อหาที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด ไม่ได้พิจารณาว่าข้อมูลถูกต้องหรือส่งผลกระทบต่อใคร ดังนั้น นอกจากการกำกับดูแลสื่อแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้าง “ภูมิคุ้มกันด้านการรู้เท่าทันสื่อ” ให้กับประชาชน

หากประชาชนสามารถแยกแยะได้ว่า ข้อมูลใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อมูลใดเป็นเพียงความคิดเห็น หรือเป็นข่าวปลอม ก็จะช่วยลดโอกาสตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ไม่ว่าจะเป็นข่าวปลอม การหลอกลงทุน หรือมิจฉาชีพออนไลน์ ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน ชีวิต และเสรีภาพของประชาชนจำนวนมาก

กดไลก์-แชร์ สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อ

สมชาย ยังสะท้อนปรากฏการณ์ที่สังคมมักวิจารณ์สื่อที่นำเสนอข่าวแบบเร้าอารมณ์ แต่ในอีกด้านกลับเป็นผู้กดไลก์ กดแชร์ และทำให้คอนเทนต์ลักษณะดังกล่าวมียอดเข้าชมสูง โดยมองว่าเป็นผลจากทั้งพฤติกรรมของผู้บริโภคสื่อ และสภาพสังคมที่ผู้คนจำนวนมากเผชิญความเครียด จึงแสวงหาความตื่นเต้นหรือความสะใจจากการเสพข่าว

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การแก้ปัญหาจะต้องดำเนินควบคู่กัน ทั้งการกำกับดูแลสื่อ การส่งเสริมการกำกับกันเองขององค์กรวิชาชีพ และการยกระดับทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน พร้อมเสนอว่า หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ข่าวสร้างความเกลียดชัง ข่าวปลอม หรือเนื้อหาที่กระทบต่อเด็ก โดยไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าวที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและจริยธรรม

สมชาย ทิ้งท้ายว่า การนำเสนอข่าวที่ด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา หรือกระแสชาตินิยม ล้วนเป็นการบ่มเพาะวัฒนธรรมแห่งความเกลียดชังในสังคม เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนต่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และหากสังคมยังชื่นชมข่าวปลอม ข่าวเร้าอารมณ์ และการละเมิดสิทธิของผู้อื่น สังคมก็ยากที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ

ชี้ AI-อัลกอริทึมกำลังเปลี่ยนเกมข่าว

          รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ กล่าวว่า การถอดบทเรียนครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษสื่อ แต่เพื่อทำให้การทำงานข่าวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรวิชาชีพและภาควิชาการเสนอในเชิงจริยธรรม กลับสวนทางกับความเป็นจริงที่ผู้ปฏิบัติงานสื่อ ต้องแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอดและช่วงชิงพื้นที่ข่าวในโลกดิจิทัล

รศ.สุรสิทธิ์ อ้างอิงผลการวิจัยของโครงการ Media Alert ภายใต้กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งพบความย้อนแย้งระหว่าง “ความคาดหวัง” กับ “พฤติกรรม” ของผู้บริโภคสื่อ โดยแม้ประชาชนจะบอกว่าต้องการสื่อที่มีสาระและเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต แต่เรตติ้งและยอดรับชมกลับเทไปยังเนื้อหาแนวสาระบันเทิงหรือคอนเทนต์ที่สร้างอารมณ์มากกว่า จึงสะท้อนว่า การแก้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตสื่อเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย

สำหรับบทเรียนที่ควรนำไปปรับใช้ในการทำงานข่าว รศ.สุรสิทธิ์ เสนอว่า ควรถอดบทเรียนให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะเรื่อง การใช้ภาษาที่นำไปสู่การสร้างอารมณ์หรือ Clickbait เช่น การใช้คำว่า “คดีพลิก” “ช็อก” “เปิดข้อมูลใหม่” ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเป็นการใช้ถ้อยคำเพื่อกระตุ้นยอดคลิก ยอดวิว และการมีส่วนร่วม มากกว่าการสื่อสารข้อเท็จจริง

“ต่อให้เราบอกว่าสื่อต้องระมัดระวังอย่างไร แต่ในทางปฏิบัติ หลายแห่งก็ยังทำทั้งหมด เพราะการแข่งขันในสนามข่าวทำให้เกิดความย้อนแย้งระหว่างหลักจริยธรรมกับการอยู่รอดขององค์กรสื่อ” รศ.สุรสิทธิ์กล่าว

ในมุมของการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับวงการสื่อ รศ.สุรสิทธิ์ มองว่า ปัจจุบันคำว่า “สื่อ” ครอบคลุมทั้งองค์กรข่าว อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ แต่บุคคลแต่ละกลุ่มมีที่มาและมาตรฐานความรับผิดชอบแตกต่างกัน โดยเฉพาะผู้ที่เติบโตจากโลกออนไลน์และถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม อาจไม่ได้ผ่านการเรียนรู้มาตรฐานวิชาชีพเช่นเดียวกับผู้ที่เคยทำงานในองค์กรสื่อ

เขาระบุว่า ปัจจุบันผู้คนไม่ได้เป็นฝ่ายค้นหาข่าวเหมือนในอดีต แต่ข่าวและคอนเทนต์ถูกแพลตฟอร์มคัดเลือกและผลักขึ้นมาบนหน้าจอผ่านอัลกอริทึม ทำให้กระแสข่าวขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยที่ผู้ใช้แทบไม่มีโอกาสคัดกรองข้อมูลด้วยตัวเอง

ในประเด็นความรับผิดชอบของสื่อ รศ.สุรสิทธิ์เห็นว่า การที่สื่อออกมาขอโทษเมื่อเกิดความผิดพลาด ถือเป็นพัฒนาการที่ดี เพราะสะท้อนความรับผิดชอบต่อสังคม แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าไม่ควรเกิดความผิดพลาดตั้งแต่แรกก็ตาม แต่หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแล้ว การยอมรับ และแก้ไขย่อมดีกว่าการปฏิเสธหรือเพิกเฉย

แนวปฏิบัติควรรวบรวมจากผู้ปฏิบัติ

พร้อมเสนอว่า การจัดทำแนวปฏิบัติหรือคู่มือการรายงานข่าวในอนาคต ควรเปลี่ยนจากการระดมความคิดเห็นของนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียว มาเป็นกระบวนการที่เปิดให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดแนวทาง เพื่อให้เกิดการยอมรับและสามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคสนาม

รศ.สุรสิทธิ์ยังชี้ว่า ระบบนิเวศสื่อในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย แพลตฟอร์ม อัลกอริทึม และ AI ซึ่งให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ชมและการมีส่วนร่วม มากกว่าคุณภาพของเนื้อหา ส่งผลให้คอนเทนต์ที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบคอบอาจถูกกลบด้วยเนื้อหาที่หวือหวา แม้จะไม่มีคุณค่าทางข่าวก็ตาม

นอกจากนี้ ยังเกิดผู้ผลิตเนื้อหาที่นำข่าวจากสื่อไปเล่าต่อในรูปแบบใหม่ จนสามารถสร้างผู้ติดตามและรายได้จำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานจริยธรรมเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้น

คลิกเบต-ข่าวเร้าอารมณ์กำลังนำหน้าข้อเท็จจริง

ทางออกของปัญหา รศ.สุรสิทธิ์ เห็นว่า คือการสร้าง “การรู้เท่าทันสื่อ” ให้กับประชาชน หากพบพาดหัวลักษณะคลิกเบตหรือเนื้อหาที่จงใจเร้าอารมณ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกดเข้าไปอ่าน เพราะทุกการคลิกคือการสนับสนุนให้แพลตฟอร์มผลักดันคอนเทนต์ลักษณะนั้นต่อไป พร้อมแนะนำให้ติดตามข่าวจากองค์กรสื่อที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งแม้อาจเกิดความผิดพลาดได้บ้าง แต่ยังมีกระบวนการตรวจสอบและรับผิดชอบต่อสังคมมากกว่าผู้ผลิตเนื้อหาที่ไม่มีมาตรฐานวิชาชีพ

สำหรับการอยู่ร่วมกับ AI ในยุคปัจจุบัน รศ.สุรสิทธิ์ย้ำว่า AI ไม่มีหัวใจและไม่มีจริยธรรม เพราะทำงานตามข้อมูลและอัลกอริทึมที่ถูกกำหนดไว้ AI มีศักยภาพในการรวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้วิจารณญาณ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม หรือการคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นมนุษย์ ยังจำเป็นต้องอาศัยมนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจ

“กรณีฮลุน โซโล่ สะท้อนชัดว่า อารมณ์ดราม่าแซงหน้าจริยธรรมสื่อไปแล้ว เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ถึงบทสรุป แต่โลกโซเชียลกลับเต็มไปด้วยการคาดเดา การตีความ และการแสดงอารมณ์ร่วม จนทำให้สังคมจำนวนไม่น้อยเชื่อสิ่งที่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง” รศ.สุรสิทธิ์กล่าว พร้อมย้ำว่า การรักษาสมดุลระหว่างความเร็วของข่าวกับความถูกต้องของข้อมูล คือความท้าทายสำคัญที่สุดของวงการสื่อในยุคดิจิทัล.