สิ้นยุค ‘ฟ้องปิดปากสื่อ’

สิ้นยุค ‘ฟ้องปิดปากสื่อ’ ปธ.ศาลฎีกาวางไกด์ไลน์ สกัดคดีกลั่นแกล้ง ยกฟ้องได้ตั้งแต่ต้นทาง

วงการสื่อจับตา “คำแนะนำประธานศาลฎีกา”ฉบับใหม่ วางแนวปฏิบัติ สกัดการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต หรือ“คดีฟ้องปิดปาก” หวังไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น นักกฎหมายชี้เป็นการย้ำแนวปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วให้ผู้พิพากษาใช้มาตรฐานเดียวกัน ขณะที่นักข่าวอาวุโส และผู้บริหารสื่อเห็นตรงกัน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้คนทำข่าว ย้ำการคุ้มครองจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสื่อทำหน้าที่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และจริยธรรมวิชาชีพ

รายการ “รู้ทันสื่อ” กับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ทาง MCOT NEWS FM 100.5 วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เปิดวงพูดคุยในประเด็น “สิ้นยุค…ฟ้องศาล เพื่อปิดปากสื่อ” หลัง “อดิศักดิ์ ตันติวงศ์” ลงนามใน คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการป้องกันไม่ให้กระบวนการศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะการฟ้องคดีในลักษณะ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) 

ผู้ร่วมสนทนาประกอบด้วย วุฒิชัย พุ่มสงวน อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชนและสถาบันครอบครัว ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล สื่อมวลชนอาวุโส และจักร์กฤษ เพิ่มพูล กรรมการนโยบาย ด้านกิจการสื่อสารมวลชน ไทยพีบีเอส และอดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดำเนินรายการโดย ณรงค สุทธิรักษ์ และวิชัย วรธานีวงศ์

ย้ำแนวปฏิบัติ ไม่ใช่กฎหมายใหม่

 “วุฒิชัย พุ่มสงวน” อธิบายว่า คำแนะนำของประธานศาลฎีกา ฉบับนี้ไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ แต่เป็นการกำหนดแนวทางให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศใช้ดุลพินิจไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาศัยหลักตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562 แต่ในทางปฏิบัติ การใช้ดุลพินิจของศาลในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกันอยู่บ้าง

ดังนั้น การที่ประธานศาลฎีกาออกคำแนะนำและประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นการกำหนด “มาตรฐานกลาง” เพื่อให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศมีแนวทางเดียวกันในการพิจารณาว่า คดีใดเข้าข่ายการฟ้องโดยไม่สุจริต

“แม้ในกฎหมายจะเขียนไว้แล้ว แต่อาจมีแนวปฏิบัติของผู้พิพากษาแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน ในการใช้ดุลพินิจ ประธานศาลฎีกาจึงออกไกด์ไลน์เพื่อให้ศาลทั่วประเทศใช้ดุลพินิจไปในทิศทางเดียวกัน ลดความลักลั่นของการตีความ”

 เขาระบุว่า มาตรา 161/1 ให้อำนาจศาลยกฟ้องได้ หากเห็นว่าคดีอาญาที่ประชาชนทั่วไปฟ้องกันเอง เป็นการฟ้องโดยไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง มุ่งกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือหวังผลอย่างอื่นนอกเหนือจากสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย

พร้อมย้ำว่า หากศาลเห็นว่าคดีเข้าลักษณะดังกล่าว ศาลสามารถยกฟ้องได้ทันที และห้ามโจทก์นำคดีเดิมกลับมาฟ้องซ้ำ

ปัญหาฟ้อง“ศาลไกลบ้าน”อาจลดลง

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ การที่ผู้ฟ้องบางรายเลือกยื่นฟ้องในจังหวัดห่างไกลจากภูมิลำเนาของจำเลย แม้เหตุแห่งคดีจะเกิดขึ้นบนสื่อออนไลน์

วุฒิชัยอธิบายว่า ตามหลักกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อออนไลน์ถือว่าเกิดผลทั่วประเทศ จึงสามารถเลือกฟ้องได้หลายพื้นที่ ส่งผลให้ผู้ถูกฟ้องต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ศาลแต่ละแห่งจะสามารถใช้มาตรา 161/1 ประกอบการพิจารณาได้ชัดเจนขึ้น หากพบว่าการเลือกฟ้องในพื้นที่ห่างไกลเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาระแก่จำเลยโดยไม่สุจริต

ลดภาระศาล-คุ้มครองสิทธิประชาชน

วุฒิชัยมองว่า การมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน จะช่วยลดจำนวนคดีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง และเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

“ถ้าตัดคดีฟ้องปิดปากออกตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง จะทำให้ศาลมีเวลาพิจารณาคดีสำคัญอื่นมากขึ้น กระบวนการยุติธรรมก็จะเร็วขึ้น และเป็นคุณูปการต่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชน”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า จุดอ่อนยังอยู่ในชั้นตำรวจ เพราะหากมีการไปแจ้งความในพื้นที่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อื่นยังไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงสำนวนได้ แต่ปัจจุบันสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีมาตรการรองรับ เช่น การสอบปากคำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งประเด็นสอบสวนข้ามพื้นที่

เปิดประสบการณ์ถูกฟ้อง 5 จังหวัด

ด้าน “ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล” ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในฐานะสื่อมวลชนที่เคยถูกฟ้องหลายคดี โดยเฉพาะกรณีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายในโซเชียลมีเดีย ทำให้ลูกศิษย์มองว่าทำให้เกิดความสั่นสะเทือน และเกิดความเสียหาย จนถูกฟ้องถึง 5 จังหวัด

“เขาฟ้องเพื่อปิดปากผม ไม่ให้พูดมาก ทั้งที่ผมโพสต์ข้อความเพียงครั้งเดียว แต่กลับถูกฟ้องหลายจังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ สระแก้ว ราชบุรี และที่อื่น ๆ”

นอกจากนี้ ยังเล่าถึงการถูกฟ้องจากการปราศรัยทางการเมือง บนเวที กปปส. “ผมขึ้นเวที 13-14 ครั้ง พูดไปกระทบกระเทือนคุณทักษิณ (ชินวัตร) ที่อยู่ต่างประเทศ เขาก็สั่งทนายฟ้องผม อ้างว่าเสียหายด้านความรู้สึก แล้วเขาจะให้เรากลัว เราก็พูดจริงตามนั้น แล้วเรื่องก็ไปถึงอัยการ ที่สุดอัยการก็ไม่ได้สั่งฟ้อง

ดร.สมเกียรติ มองว่า คำแนะนำของประธานศาลฎีกาจะทำให้ตำรวจ อัยการ และศาล มีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น “คนที่อยากฟ้องปิดปากก็คงยังฟ้องต่อไป แต่เมื่อมีแนวทางที่ชัดเจน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็สามารถคัดกรองและปัดทิ้งได้รวดเร็วขึ้น”

ดร.สมเกียรติ ยังเตือนว่า การคุกคามสื่อไม่ได้มีเพียงการฟ้องคดี แต่ยังมีการใช้อิทธิพลทางเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์เข้าครอบงำสื่อ ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสรีภาพสื่อไม่แพ้กัน

พร้อมทั้งมีคำแนะนำด้วยว่า สำหรับนักข่าวที่เขียนข่าว ต้องระวังเสมอในการเขียนรายงานข่าวใดๆ ที่อาจทำให้ บก.ต้องติดคุกจากการฟ้องปิดปาก และจะทำให้การทำงานของสื่อไม่สะดวก 

คุ้มครองสื่อ ไม่ใช่“ใบอนุญาต”ให้ทำข่าวผิด

 “จักร์กฤษ เพิ่มพูล” มองว่า คำแนะนำของประธานศาลฎีกาเป็นการย้ำหลักกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันให้สื่อมวลชนทุกคน หากสื่อนำเสนอข่าวโดยขาดการตรวจสอบ หรือเกินขอบเขตของวิชาชีพ ก็ยังต้องรับผิดตามกฎหมายเช่นเดิม 

“ถ้าเขาฟ้องโดยใช้สิทธิ์ไม่สุจริต เราก็มีประเด็นต่อสู้ แต่ถ้าเราทำผิดจริง ศาลก็ลงโทษอยู่ดี ศาลฎีกามีคำพิพากษาหลายคดีที่ลงโทษสื่อ เนื่องจากนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นธรรมหรือวิจารณ์เกินขอบเขต”

เขาเปิดเผยว่า ตลอด 16 ปีในฐานะบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา เคยถูกฟ้องมากกว่า 100 คดี “คดีไหนผิดจริงก็ต้องประนีประนอม แต่ถ้าเป็นการฟ้องปิดปาก ผมสู้ทุกคดี และชนะทุกเรื่อง”

จักร์กฤษย้ำว่า ในยุคดิจิทัลที่ใครก็เผยแพร่ข่าวสารได้ ความเร็วไม่ควรมาก่อนความถูกต้อง “หลักพื้นฐานของวิชาชีพยังเหมือนเดิม คือ ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถ้าทำได้ ก็เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด การฟ้องปิดปากก็ยากที่จะเกิดผล” 

 พร้อมเตือนว่า ในยุคดิจิทัลที่การแข่งขันด้านความรวดเร็วรุนแรงขึ้น สื่อยิ่งต้องเพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นช่องให้เกิดการฟ้องร้องได้

* เพิ่มขวัญกำลังใจข่าวสืบสวน

ในมุมของคนทำข่าวสืบสวน จักร์กฤษเชื่อว่า แนวปฏิบัติใหม่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตหรือใช้อำนาจรัฐ พร้อมย้ำว่า การถูกฟ้องไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากทำหน้าที่บนพื้นฐานของความจริงและประโยชน์สาธารณะ

“อย่าคิดว่าการถูกฟ้องเป็นเรื่องใหญ่ สำหรับคนทำข่าวที่มีหลักฐาน มีข้อเท็จจริง และทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ หากสุดท้ายศาลพิสูจน์ว่าเราทำถูกต้อง นั่นคือความภาคภูมิใจของวิชาชีพ”

แม้คำแนะนำของประธานศาลฎีกาจะไม่ได้ตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องร้อง แต่ความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาชีพ ตรงกันว่า แนวปฏิบัติฉบับใหม่ น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันหรือปิดปากสื่อทำได้ยากขึ้น 

ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อยิ่งต้องยึดมั่นในข้อเท็จจริง ความรอบคอบ และจริยธรรม เพราะนั่นคือหลักประกันที่ดีที่สุดของเสรีภาพสื่อและสิทธิเสรีภาพของประชาชน