
รัฐบาลระดม“สื่อรัฐ-องค์กรสื่อ”ร่วมมือสื่อสารประเด็นน้ำมัน ขาดแคลน vs ไม่ขาดแคลน เพื่อสร้างความเข้าใจ ไม่ตื่นตระหนกจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง เร่งทำ“แดชบอร์ด”จังหวัดให้ข้อมูลประชาชน รวมถึง“บิ๊กดาต้า”รัฐบาล ที่พยายามเชื่อมโยงข้อมูลแต่ละหน่วยงานให้เกิดประโยชน์
รายการ รู้ทันสื่อกับสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ทาง MCOT NEWS FM 100.5 พูดคุยเรื่อง “สื่อสารประเด็นน้ำมัน ขาดแคลน vs ไม่ขาดแคลน” ดำเนินรายการโดย ณรงค สุทธิรักษ์ และวิชัย วรธานีวงศ์ ผู้ร่วมสนทนา ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน
สงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ส่งผลกระทบด้านพลังงานน้ำมันไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย สถานการณ์น้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอและราคาสูงขึ้น ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่าปริมาณน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลน และไม่มีปัญหา กลายเป็นความสับสนของประชาชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก
โดยศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์และบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมสื่อรัฐบาล ทั้งคณะผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์ และอสมท. เพื่อหารือแนวทางประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจประชาชน และลดความตื่นตระหนก เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569
เนื่องจากสาเหตุที่ประชาชนตื่นตระหนกต่อสถานการณ์พลังงานของประเทศ มาจากการที่ได้รับข้อมูลข่าวสาร ข้อเท็จจริงที่ไม่ครอบคลุมและครบถ้วน จึงขอให้กรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. ช่วยกันระดมสมอง หาแนวทางการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่าย เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ลดความสับสน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน
ทุกครั้งที่ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งเรื่องโควิดระบาด น้ำท่วม สงคราม ก็จะมีปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสารคล้ายกัน ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำ คือการสื่อสารที่ถูกต้องแม่นยำรวดเร็วและชัดเจน จึงได้เชิญสื่อหลายแขนงมาระดมสมองร่วมกัน ซึ่งผู้เข้าร่วมเป็นระดับหัวหน้า ซึ่งเคยผ่านวิกฤติของประเทศ ที่ส่วนใหญ่จะทำข่าวกันมา 30-50 ปี มีความรู้มากกว่ารัฐมนตรี
ทั้งนี้ ได้พูดคุยกัน โดยมีโจทย์ว่า เราจะทำอย่างไร จะช่วยประเทศ ช่วยประชาชน ช่วยรัฐบาลสื่อสาร กรณีที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวไม่จริง ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ อยากให้สื่อมวลชนเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก มุ่งเน้นประเด็นที่จะเป็นปัญหาของประชาชน ไม่เฉพาะทำเรื่องการรายงานข่าวรูทีนเท่านั้น แต่อยากให้เป็นคนกลางในการรับปัญหาที่ประชาชนสะท้อน แล้วนำเสนอรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา
“ที่สำคัญ อยากให้เป็นแมสเซจเดียวกัน เพื่อให้เป็นเอกภาพ ด้วยข้อมูลที่ออกจากศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) และเรายังได้วางแผนจะช่วยกันทำแคมเปญเรื่องการรณรงค์ประหยัดพลังงาน และขอความร่วมมือจากประชาชน ให้มีส่วนร่วม ในการช่วยทำให้ประเทศผ่านวิกฤติ ซึ่งมาจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้”
ข้อเสนอแนะจากสื่อ รัฐพร้อมปรับ
ศุภมาส ระบุว่า ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน ได้รับข้อเสนอแนะหลายประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารของรัฐ เช่น การปรับบทบาทการทำงานของรัฐบาล สิ่งที่อยากให้รัฐบาลทำให้เป็นประโยชน์กับประชาชน และข้อมูลที่สื่ออยากได้จากภาครัฐ และข้อแนะนำเรื่องการแถลงข่าวของผู้บริหารต่างๆ ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่สื่อต้องปรับ แต่รัฐเอง ก็ต้องปรับเช่นกัน เป็นการมาแชร์กัน
หลังจากการพูดคุยแลกเปลี่ยน การนำเสนอข้อมูลของสื่อ ก็เป็นไปในทิศทางที่เราได้คุยกัน เพราะก่อนหน้านี้สื่อเองก็มองว่า รัฐไม่ได้พูดคุยกับเขา ตอนนี้พอเราพูดคุยกัน สื่อก็มีกำลังใจ และได้แนะนำรัฐว่า อยากให้ศูนย์ ศบก.ทำอย่างไร
รมต.สำนักนายกฯ ระบุด้วยว่า ได้ถอดบทเรียนจากสถานการณ์วิกฤติต่างๆ เช่น โควิด น้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อมาบริหารจัดการเรื่องข้อมูลที่จะสื่อสารกับประชาชน เช่น ให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประจำที่ศูนย์เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสื่อหลักของรัฐก็สามารถรับข้อมูลจากทุกหน่วยงาน ที่ถูกต้อง แม่นยำ ได้รวดเร็วทันที เพื่อจะเป็นสื่อกลาง นำข้อมูลของรัฐส่งต่อให้สื่ออื่นๆ และประชาชน
ศุภมาส ยอมรับว่า สถานการณ์การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน มีปัญหาตรงที่ประชาชนไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ แล้วไม่ได้น้ำมันก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องแก้ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เร่งแก้ทุกช่องทาง
ผุดแดชบอร์ดจังหวัดให้ข้อมูลปชช.
ทางด้าน ชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ขยายความเพิ่มเติม จากวงหารือครั้งนี้ว่า เรื่องการให้ข้อมูลข่าวสาร มีการเปรียบเทียบกันระหว่างสถานการณ์นี้กับสถานการณ์โควิด ซึ่งตอนนั้นมีความชัดเจนเรื่องข้อมูลที่ประชาชนอยากรู้ เป็นข้อมูลสถิติ ที่เสนอให้ประชาชนได้เห็นทุกวัน แต่ ณ ปัจจุบันข้อมูลที่เป็นสถิติ ที่ประชาชนอยากรู้ เรากำลังรวบรวมข้อมูล นำมาทำเป็น Dashboard (แดชบอร์ด) เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ โดยแต่ละพื้นที่จังหวัด ให้พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ไปสแกนสถานการณ์ปั๊มน้ำมัน ซึ่งตอนนี้ก็จะเริ่มมีข้อมูลของแต่ละจังหวัดเข้ามาแล้ว ว่าปั๊มไหนมีน้ำมัน ที่ไหนยังรอน้ำมันอยู่ ที่ไหนไปเติมได้ ระยะทางเท่าไหร่ เพื่อให้ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดได้รู้ บางจังหวัดตอนนี้เริ่มแล้ว”
ทั้งนี้ข้อมูลแดชบอร์ดนี้ สภาพัฒน์ฯ กำลังรวบรวม ซึ่งอาจจะช้าเกินไป ท่านรมต.ศุภมาส จึงให้แต่ละจังหวัด ที่สเกลเล็กลง ทั้งพลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ดำเนินการ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการไปแล้ว ตอนนี้จึงเริ่มมีข้อมูลออกมาแล้วในหลายจังหวัด
บิ๊กดาต้าข้อมูลยังไม่เชื่อมโยง
รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตอบข้อถามถึงความคืบหน้า การจัดทำบิ๊กดาต้าของรัฐบาล ว่า บิ๊กดาต้าเป็นส่วนสำคัญมาก ทั้งในศูนย์บัญชาการ ศบก. เอง ก็ต้องการตัวข้อมูลในบิ๊กดาต้า เพียงแต่เรายังไม่มีการทำความสะอาดดาต้า ให้มีความสามารถที่นำมาใช้ได้จริง ตอนนี้ เราอยู่ในขั้นตอนที่ใส่บิ๊กดาต้าเข้าไป เพื่อนำมาผสมผสาน ว่าจะนำไปใช้อย่างไร ก็มีบางส่วนบางที่ ที่สามารถใช้ได้ แต่สำหรับปัญหานี้คงต้องเร่งนำมาทำให้เสร็จ และใช้ได้จริงๆ
“ดาต้าที่มี มันเป็นข้อมูลมหาศาลมาก บางหน่วยจัดเก็บเข้ามา แต่ปัญหาทางเทคนิคคือ ต่างคนต่างใส่ดาต้าเข้ามา ปรากฏว่าของแต่ละคนไม่ได้มาแมตช์กัน เช่น ถ้าใส่ดาต้าของกรมนี้ แล้วก็ต้องนำมาเชื่อมโยงกับอีกกรมหนึ่ง เพื่อให้ดาต้านั้นเกิดประโยชน์ขึ้น แต่ถ้าดาต้านั้น มีแต่ของตัวเอง เช่น มีแค่ราคาน้ำมัน แต่ไม่ไปเชื่อมในส่วนอื่นๆ เช่น ปัจจัยการผลิต มันก็ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้”
เชิญองค์กรสื่อให้ความเห็นด้านสื่อสาร
สำหรับแผนประชาสัมพันธ์เรื่องสถานการณ์น้ำมัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ชัยวัฒน์ ระบุว่า ตอนนี้เราได้วางแผนในเบื้องต้นแล้ว และต้องนำไปรับฟังความคิดเห็น โดยในวันจันทร์ที่ 23 มี.ค.รัฐมนตรีศุภมาสได้เชิญองค์กรสื่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กสทช. มาให้ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ในการประชาสัมพันธ์ ว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร ที่รัฐต้องแก้ไข ช่วยส่งเสริม และจะทำอย่างไรให้สื่อมวลชน ร่วมกันประชาสัมพันธ์ ให้ประเทศเราพ้นวิกฤติการณ์นี้ไปได้ ซึ่งวงพูดคุยนี้ จะเป็นองค์กรสื่อต่างๆ ต่อจากสืี่อของรัฐ คือกรมประชาสัมพันธ์ และอสมท.
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการหารือ เมื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รับเรื่องไปแล้ว ก็จะมอบหมายต่อให้กรมประชาสัมพันธ์ และรัฐมนตรีจะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ว่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ดำเนินการอย่างไรต่อไป
พร้อมกันนี้ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้เน้นย้ำ ว่ากรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะสื่อรัฐ พยายามจะประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และสื่อต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยจะดำเนินการไปด้วยกัน และอยากขอความร่วมมือสื่อมวลชนที่ต้องร่วมกัน เพื่อผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์ฝ่ายเดียว คงทำไม่ได้ ต้องมีทั้งประชาชน และสื่อมวลชนช่วยกัน
สื่อไทยนำเสนอข้อมูลในเกณฑ์ใช้ได้
ด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน ภาณุรัช ดำรงไทย ได้อธิบายถึงโครงสร้างด้านพลังงานน้ำมันของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดิบ ที่ไทยต้องนำเข้า รวมถึงกองทุนน้ำมัน และภาษีสรรพสามิต และภาษีอีกหลายอย่าง ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ไทยตัองหาแหล่งน้ำมันดิบจากที่อื่น แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการหาน้ำมันที่พร้อมส่ง สั่งซื้อแล้วไม่ได้ทันที เพราะมีกระบวนการผลิต อีกทั้งหากหลายแหล่งหากเต็มกำลังการผลิตแล้ว ก็ไม่มีของส่งให้เรา
สำหรับการนำเสนอข่าวของสื่อ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาพลังงานภายใต้สถานการณ์สงคราม ภาณุรัช มองว่า สื่อมวลชนไทยนำเสนอในเกณฑ์ที่ใช้ได้ โดยนำข้อมูลมาจากสื่อต่างประเทศที่อ้างอิงได้ และพยายามเชิญผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล โดยพยายามหาคนที่เข้าใจเรื่องปิโตรเลียมลึกซึ้ง แล้วก็ทำงานหลากหลายที่ในโลก
“หลายสื่อพยายามชวนผมไป เพราะหาคนที่อธิบายผ่านสื่อยาก ฉะนั้นนักวิเคราะห์ต่างๆ และภาคการเมือง หากไม่มีพื้นฐานทางปิโตรเลียม ก็จะเข้าใจยาก ฉะนั้นสื่อไทยภายใต้สถานการณ์นี้ ก็พยายามทำความเข้าใจ ศึกษาก่อน จึงสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ” ภาณุรัช ระบุ.