นักเศรษฐศาสตร์-ภาคธุรกิจ-นักการเมือง ร่วมวิเคราะห์อนาคตเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของโลก ชี้ไทยยังมีศักยภาพจากการย้ายฐานการลงทุนและการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การศึกษา และพัฒนาทุนมนุษย์ พร้อมเตือน “แผลเป็นหลังโควิด” กำลังทำให้การนำเข้าเข้ามาแทนที่การผลิตในประเทศ

เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ได้จัดเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” โดยมี รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย บุรินทร์ อดุลวัฒนะ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย ดำเนินรายการโดย ไอลดา พิศสุวรรณ
ภาพสะท้อนสื่อต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทยที่มีความย้อนแย้ง ในขณะที่ช่วงปลายปี 2568 บทความของ Financial Times ระบุว่าไทยเป็น “Sick Man of Asia” หรือคนป่วยแห่งเอเชีย แต่ล่าสุด Bloomberg กลับรายงานว่าไทยเป็น “Rising Star” ด้าน Supply Chain
ไทยยังมีโอกาส แต่ติดกับดักโครงสร้างเดิม
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ มองว่า มุมมองของสื่อที่พูดถึง Rising Star คือดาวที่เพิ่งเริ่มเชิดหัวขึ้น แต่ยังไม่ได้ไปไกล ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่จากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิสรัปชัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่วนการที่ไทยเคยถูกมองเป็น “Sick Man of Asia” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เศรษฐกิจไทยยังติดหล่มโครงสร้างแรงงานและมูลค่าเศรษฐกิจด้วย “สูตร 3-1-1-3” มานานกว่า 25 ปี นั่นคือ มูลค่า GDP 30% ของประเทศ มาจากคนเพียง 10% ในภาคผลิตอุตสาหกรรม ในขณะที่ประชากรถึง 30% กลับกระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมที่สร้างมูลค่าได้น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ไทยยังมีปัญหาด้านดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) โดยประเทศที่ก้าวสู่ยุค 4.0 ได้สำเร็จ จะต้องมีสัดส่วนแรงงานทักษะสูงประมาณ 50% ของตลาดแรงงาน แต่ประเทศไทยมีสัดส่วนนี้เพียง 15% เท่านั้น
ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการพัฒนาทุนมนุษย์ เนื่องจากปัจจุบันไทยมีแรงงานทักษะสูงเพียง 15% ของตลาดแรงงาน ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีมากกว่า 50% หากไม่เร่งยกระดับคุณภาพคน และปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีใหม่ ไทยจะยังเผชิญข้อจำกัดในการแข่งขันระยะยาว
“ดาวจะมาสู่ผลอันนี้ได้ ต้องจัดการเรื่องคน ซึ่งมี 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือ เงินลงทุนใหม่ ๆ ที่เข้ามาในไทย ตอนนี้ มันไม่ได้กระจายความรู้ ไม่ได้กระจายประโยชน์ไปสู่คน อาจเป็นเพราะเขาตั้งใจส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นเพราะคนของเรารับไม่ได้ด้วย ผมดูข้อมูลเก่า ประเทศที่เขาไปสู่ 4.0 ได้ หรือไปไกลกว่านี้ เขาจะมีคนที่มี Human Capital Index ระดับสูงประมาณ 50% ของตลาดแรงงาน ประเทศไทยมีแค่ 15% แล้วเราจะไม่ป่วยได้อย่างไร”
2. คือเทคโนโลยีที่เข้ามามันทำงานแทนคนได้ มันยกระดับความสามารถของคนได้ ถ้าเราเลือกท่าทีที่เหมาะสม วิธีการลงทุนที่เหมาะสม พัฒนาคนแบบตรงจุด อันนี้เราโตขึ้นมาได้ และการที่รัฐบาล ต้องใช้คำว่าเชื่อว่าจะมีเสถียรภาพ ยิ่งทำให้ภาพชัดขึ้นมา อย่างน้อยนโยบายจะต่อเนื่องไปอีก 4 ปี กับการที่มี เรียกว่า มืออาชีพเข้ามา เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ผมว่าอีกประมาณสัก 6-7 เดือน พอมีการประเมินอย่างเข้มข้น ข่าวมันจะไปในอีกทิศทางหนึ่งก็ได้ หรือดีกว่าเดิมก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้ามองภาพใหญ่คือ ไทยยังมีความหวัง แต่ต้องออกแรงขับเคลื่อนอีกมาก”
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน ประกอบกับการกลับมามีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ที่ทำให้เห็นทิศทางนโยบายต่อเนื่องไปอีก 4 ปี จึงสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในสายตานักลงทุน รัฐบาลมีโอกาสพิสูจน์ผลงานอีกเพียง 6-7 เดือนเท่านั้น หากไม่มีมาตรการขับเคลื่อนที่รุนแรงพอ ข่าวสารและมุมมองของต่างชาติอาจพลิกกลับเป็นลบได้อีกครั้ง
เตือน“แผลเป็นหลังโควิด”ทำไทยนำเข้าแทนผลิต
ขณะที่ รศ.ดร.วีระยุทธ ให้มุมมองว่า เสถียรภาพทางการเมือง มีความสัมพันธ์ต่อทิศทางเศรษฐกิจแน่นอน แต่มันไม่ใช่กราฟความสัมพันธ์แบบเส้นตรง ประเทศต้องการเสถียรภาพในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่เสถียรภาพแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่นำไปสู่การตัดสินใจโดยคนกลุ่มเดียว และต้องพิจารณาว่า เสถียรภาพนั้นยึดโยงอยู่กับอะไร ระหว่างรัฐธรรมนูญ ฉันทามติของสังคม หรือระบบราชการที่เรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ”

“เราเคยมียุครัฐบาลประยุทธ์ที่ Super Stability ดังนั้นความสัมพันธ์ของ Political Stability มีความสำคัญแน่นอน และเราน้อยเกินไป แต่มันจะไม่ใช่แบบกราฟความสัมพันธ์แบบเส้นตรง เราต้องการ Stability ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้สูง มันมีจุดที่เหมาะสมของมันอยู่ ส่วน Political Stability ผมคิดว่ามันมีจุดที่เหมาะสมของมันอยู่ แน่นอนมันต้องดีกว่าในอดีต ที่ผู้นำไม่ควรจะเปลี่ยนทุกปี 2 ปี แต่ว่าจะนำไปสู่การตัดสินใจนโยบายที่เหมาะกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวหรือเปล่า ก็เป็นคำถามอยู่”
นอกจากนี้ รศ.ดร.วีระยุทธ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่แท้จริงหลังโควิด-19 ว่า ปัญหาสำคัญหลังโควิด-19 คือ สัดส่วนการนำเข้าสินค้าของไทยที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ไม่ว่าการบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวกลับมามากเท่าใด เม็ดเงินก็ไหลออกไปข้างนอก ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคการผลิตไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อทวงคืนตลาดในประเทศกลับมา
“การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัว แต่ภาคการผลิตกลับไม่ฟื้นตาม ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศมากขึ้นอดีตไทยเติบโตจากยุทธศาสตร์ผลิตทดแทนการนำเข้า แต่หลังโควิดกลับกลายเป็นการนำเข้ามาทดแทนการผลิตในประเทศ ภาคการผลิตหลายอุตสาหกรรมอ่อนแอลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด”
เขาระบุว่า แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ ทั้งการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบ และการสร้าง Local Content เพราะการลงทุนบางประเภท เช่น Data Center แม้มีมูลค่าสูง แต่กลับสร้างประโยชน์ต่อแรงงานและภาคการผลิตไทยอย่างจำกัด
พร้อมตั้งคำถามว่า ปัจจุบันไทยยังมีอุตสาหกรรมใดที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกจนไม่สามารถทดแทนได้เหมือนในอดีต หลังจากเคยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สำคัญของโลกในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554
เสนอ 6 วาระแห่งชาติ ปฏิรูปทั้งระบบ
ดร.พจน์ สะท้อนมุมมองในฐานะตัวแทนภาคเอกชนว่า ประเทศไทยจริงๆ เราไม่เคยเสียเปรียบใครเลย แต่เราทำตัวเองมาตลอดเวลา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2540 มา ตั้งแต่แผนพัฒนาฉบับ 1 จนถึงปี 2540 ทั้งอาเซียนไม่ต่างกัน ในเอเชียหลายประเทศเราไม่ได้แพ้ใครเลย เราโตจริง ๆ โตทุกอย่าง มีแนวทิศทางก็ถูกต้อง โดยเฉพาะภาคการผลิตอุตสาหกรรมทั้งหมด ภาคเกษตรด้วย แต่จากปี 2540 มา สุดท้ายการเมืองทำให้การชะลอการเติบโตของเรา ไปอย่างรุนแรงมาก Infrastructure ทั้งหมดหยุดชะงัก เพิ่งกลับมาอีกทีก็ตอนสมัย คสช. เหมือนกับตอนนี้ แต่ก็ยังไปได้ไม่ไกล

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับตัวเลข GDP มากเกินไป จนละเลยการสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับพื้นฐานประชากร พร้อมเน้นย้ำว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนเลย หากไม่เร่งจัดระเบียบและผ่าตัดใหญ่โครงสร้าง 4 ด้านหลัก คือ โครงสร้างการเมือง โครงสร้างการปกครอง โครงสร้างเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม ซึ่งปัจจุบันสังคมไทยกำลังอ่อนแอและขาดแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง
หอการค้าไทยฯ จึงได้นำเสนอ 6 วาระแห่งชาติ (National Agenda) แก่นายกรัฐมนตรี โดยเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองในระบบเลือกตั้งร่วมกันผลักดันเพื่อความเป็นเอกภาพ ไม่ให้เกิดการรื้อถอนหรือล้มนโยบายทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล โดยมีประเด็นปฏิรูปที่สำคัญประกอบด้วย ปฏิรูปโครงสร้างเกษตรกรรมรุนแรง เนื่องจากประชากรภาคเกษตรและครอบครัวที่เกี่ยวเนื่องมีจำนวนสูงถึงกว่า 30 ล้านคน รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงระบบชลประทาน การจัดสรรน้ำ การลดต้นทุน การแปรรูป และการตลาดอย่างจริงจัง
ปฏิรูประบบราชการที่ซ้ำซ้อน ปัจจุบันระบบราชการแยกส่วนและรวมศูนย์อำนาจ นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยต้องผ่านกระบวนการติดต่อถึง 9 จุด ตั้งแต่ BOI กระทรวงอุตสาหกรรม กรมโรงงาน กรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน ไปจนถึงสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ความล่าช้าและซับซ้อนนี้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญและเป็นช่องโหว่ให้เกิดกระบวนการเรียกรับผลประโยชน์
ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย กฎหมายหลัก (พ.ร.บ.) แก้ไขได้ยากและใช้เวลานาน จึงมีการมอบอำนาจให้รัฐมนตรีออก “ประกาศกระทรวง” หรือ “ประกาศกรม” ซึ่งในปัจจุบันกฎระเบียบย่อยเหล่านี้กลายเป็นตัวปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ
“ข้อเสนอของหอการค้าไทยถึงท่านนายกฯ ตอนก่อนรับตำแหน่ง จนกระทั่งรับตำแหน่ง เราคุยกัน เสนอ National Agenda 6 ข้อ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคการเมืองของรัฐบาล แต่ควรเป็นทุกพรรคการเมือง ที่อยู่ในการเมืองระบบการเลือกตั้ง ต้องตกลงกันก่อนว่าจะต้องขับเคลื่อนร่วมกัน หาแนวทาง เส้นทาง แล้วก็อย่าไปเปลี่ยน ไม่ใช่ว่า พรรค A มา เดี๋ยวพอพรรค B มา พรรค C มาก็เปลี่ยน รื้อ เปลี่ยนล้ม เปลี่ยนรื้อ เปลี่ยนล้ม ล้มไม่ได้อันนี้ ต้องมี”
อย่างไรก็ตาม ดร.พจน์ ระบุว่า สัญญาณบวกในปัจจุบันคือ การที่รัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากได้รับการยอมรับในเชิงสากล และนายกรัฐมนตรีดึงมืออาชีพเข้ามาช่วยงาน ที่สำคัญคือ รัฐบาลเปิดรับฟังภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยมีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในครม.เศรษฐกิจ เป็นประจำทุกวันจันทร์ก่อนการประชุม ครม. เพื่อคัดกรองข้อมูลและรับฟังข้อเสนอแนะ ซึ่งช่วยสร้างความหวังในระยะสั้นได้
เตือนไทยเสี่ยงเป็น “ประเทศที่โลกมองข้าม”
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กล่าวว่า ไทยเคยเป็น “Teflon Thailand” ที่แม้เผชิญปัญหาการเมืองแต่เศรษฐกิจยังเติบโตได้ 3-4% ส่งออกได้ดี แต่พอช่วงหลังโควิด เราป่วยเหมือนเป็นโควิดเรื้อรัง แต่ปัจจุบันไม่เพียงกลายเป็น “Sick Man of Asia” และหากยังไม่มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง สัญญาณอันตรายถัดไปคือการกลายเป็น “Forgotten Man of Asia” ประเทศที่ถูกมองข้ามจากเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นอาการที่หนักกว่าเดิม

เขาระบุว่า โมเดลการพัฒนาที่พึ่งพาเงินลงทุนต่างประเทศ หรือ FDI ด้านการผลิต ของไทยในช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา ที่เน้นการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก แต่ไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Know-how) ทำให้ไทยขาดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างเพียงพอ
“อาการมันมา สัญญาณมันมาได้สักพักแล้ว แต่มันเพิ่งมาแสดงอาการตอนหลังโควิดชัดๆ กลายเป็นว่า พอเราไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมันนาน มันก็ค่อยๆ แสดงอาการ ที่เราเห็นอาการป่วยชัดเจนขึ้น 50-60 ปีก่อน ถึงตอนนี้ จากการเปลี่ยน ลด เพิ่มจากภาคการผลิตมาเพิ่ม ภาคอุตสาหกรรมมาเพิ่มขึ้น เราต้องการทุนจากต่างประเทศ เราจึงเน้น FDI เป็นหลัก แต่ FDI โมเดลของเราเน้นการผลิต ไม่ได้เน้นองค์ความรู้”
บุรินทร์ เน้นเรื่องของการลงทุนในเรื่องทรัพยากรมนุษย์ พร้อมเสนอให้สร้างแรงจูงใจ และเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน รวมถึงผลตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดกลุ่มคนระดับหัวกะทิ เพื่อรักษาคนเก่งไว้ในประเทศและพัฒนาคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
“เราจะเห็นได้ว่า นักเรียน ในประเทศไทยที่เก่งๆ ท็อปของทุกโรงเรียน ส่วนใหญ่ อยากเรียนหมอ วิศวะ เพราะว่ามันมีการันตี Income แต่ในต่างประเทศเด็กเก่งๆ เขาจะมีทางเลือก มี Career Path มีอาชีพรองรับ มีรายได้ที่มั่นคง ไปทำใน Industry ได้ ในไทยหลายคนเรียน PhD มาเรียนใช้เวลานาน กลับมาเงินเดือน 30,000 กว่า อาจจำเป็นต้องเพิ่มเงินเดือน ทำให้บุคลากรที่เป็นคนมันสมองในการ Train เด็กรุ่นต่อไป เราต้องสร้าง Incentive สร้าง Career Path ให้เขาอยากจะกลับมา เราอยากให้เห็นเด็กเก่งๆ บอกว่า อยากไปเรียนเลขแล้วไปเป็นอาจารย์ แต่ว่าถ้าเมืองไทยไม่มีรองรับ”
ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า แม้เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสจากการปรับตัวของเศรษฐกิจโลกและการย้ายฐานการลงทุน แต่การเปลี่ยนโอกาสให้เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การศึกษา ระบบราชการ และการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาวท่ามกลางวิกฤตโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน