‘หนังสือพิมพ์’เครื่องมือสอนเด็ก‘คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ’รู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารในยุคAI

9 ต.ค. 2569 มูลนิธิสภาการสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ร่วมกับ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสื่อมวลชน จัดเสวนาเรื่อง ‘บทบาทสื่อมวลชนเพื่อการรู้เท่าทันสื่อของเด็กไทยยุค AI’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมอบรางวัลและพิธีปิดโครงการ “สร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์และหนังสือพิมพ์ออนไลน์” ณ โรงแรม เดอะ พาลาสโซ่ กรุงเทพ

ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีความมุ่งมั่นตั้งใจผลักดันให้สังคมไทยเป็นสังคมรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี อย่างน้อยๆ ต้องสามารถเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ประจำครอบครัว  สามารถคิด วิเคราะห์และแยกแยะข่าวปลอมออกจากข้อเท็จจริงได้

นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยที่พบว่าการเกิดขึ้นของอุดมการณ์สุดโต่งไม่ว่าซ้ายจัดหรือขวาจัด มาพร้อมกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งอัลกอริทึมจะให้ข้อมูลเฉพาะที่เราสนใจ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) และนำไปสู่การสร้างแนวคิดหัวรุนแรง (Radicalization) หรือการคิดเพียงมิติเดียว แล้วมองว่าความคิดของตนถูกส่วนคนอื่นคิดผิด แต่การได้อ่านหนังสือพิมพ์ที่มีข้อเขียนหลากหลาย ทำให้ผู้อ่านมีความสมดุล ได้เปรียบเทียบความคิดที่แตกต่างหลากหลายมิติในสังคม

ขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านหนึ่งมีประโยชน์มหาศาล แต่อีกด้านหนึ่งก็มีผลการศึกษาในต่างประเทศที่พบว่าการใช้ AI ในกระบวนการทุกเรื่อง เช่น ให้ทำรายงานออกมาเลย 10 หน้า ได้ทั้งภาพและบทความ ส่งผลต่อทักษะความจำและการคิดเชิงวิเคราะห์ อย่างเด็กเรียนเรื่องหนึ่งไปวันนี้ อีก 1 สัปดาห์ครูถามว่ายังจำสิ่งที่เรียนไปได้หรือไม่เด็กก็จำไม่ได้ 

ทั้งนี้ กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราต้องเรียนรู้จากความรู้ที่แตกต่างหลากหลายมุมมอง แล้วนำมุมมองเหล่านั้นมาเปรียบเทียบและกลั่นกรองด้วยตัวเราเองกลายเป็นจุดยืนหรือข้อสรุปออกมา ดังนั้นการศึกษาโดยเฉพาะระดับปฐมวัย หลายประเทศไม่อนุญาตให้ใช้ AI และ Social Media มีการจำกัดอายุขั้นต่ำ 13 ปีบ้าง 14 ปีบ้างจึงให้ใช้ได้ การพัฒนาการศึกษาในยุคนี้ต้องวางขั้นตอนให้ดีๆ การเริ่มต้นจากเทคโนโลยี AI อาจไม่ใช่คำตอบ อาจไม่ช่วยให้เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น

‘การทำความเข้าใจว่าแต่ละหนังสือพิมพ์ หัวข่าวเขาพาดอย่างไร ทำไมอะไรอยู่หน้า 1 แต่ละหน้า 1 ของแต่ละหนังสือพิมพ์ทำไมไม่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้นักเรียนของเรามีความเข้าใจสังคมหลากหลาย ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไปเชื่อว่า AI สรุปว่าแบบนี้คือความจริง มันเป็นการตีความในการหาข้อมูล ตีความวิเคราะห์แล้วค่อยมาสรุป อันนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พยายามส่งเสริมให้มีการใช้เครื่องมือในการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างกัน แต่เครื่องมือเหล่านี้ยังมีความจำเป็นในสังคมยุคปัจจุบัน’ ดร.ชำนาญ กล่าว

นพปฎล รัตนพันธ์ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าวว่า ณ วันนี้เราปฏิเสธ AI ไม่ได้ เพราะ AI เข้ามาในทุกอุปกรณ์ที่ใช้งาน ซึ่งสิ่งที่ควรรู้ประการแรกคือต้องรู้จัก AI ก่อนเพราะ AI ก็มีหลายแบบ ขณะที่จุดเริ่มต้นของ AI คือการให้เราเข้าไปใช้งานแล้วเกิดความรู้สึกสะดวกสบาย แต่ก็แย่งกระบวนการคิดของคนไปโดยปริยาย ดังนั้นไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ต้องกลับมาทบทวนว่าเมื่อเราใช้ AI ณ ปัจจุบันคืองานเสร็จทันกำหนดส่ง แต่ในอนาคตจะทำให้เราอยู่ใต้อำนาจของ AI ขาดการคิดวิเคราะห์และทักษะต่างๆ ที่มนุษย์ควรมี

โดยการเข้าถึง AI นั้นเด็กรุ่นใหม่เข้าถึงได้เร็วและง่ายกว่าคนวัยทำงาน โดยเฉพาะอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มประเภทคลิปวิดีโอสั้น ซึ่งเป็นสื่อที่เด็กรุ่นใหม่สนใจและ AI ก็จะเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนนั้น จนอาจนำไปสู่พฤติกรรมเลียนแบบ ดังนั้นผู้ใหญ่ต้องช่วยสอนช่วยบอก หรือในทางกลับกันผู้ใหญ่ก็หาความรู้จากเด็กด้วยเพราะเด็กบางคนเก่งเรื่องการใช้เทคโนโลยีมากกว่า ถือเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ขณะที่หนังสือพิมพ์หรือสื่อที่เป็นสารตั้งต้น เป็นเรื่องน่าดีใจที่แม้คนไม่ค่อยได้อ่านหรือรับข่าวสารจากสื่อหลักไม่ว่าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์หรือแม้แต่เว็บไซต์ แต่เวลามีปัญหาและต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลใดน่าเชื่อถือก็ยังกลับมาตรวจสอบที่สี่อหลัก ส่วนการรับรู้ข่าวสารแบบทันท่วงทีจะไปอยู่ที่แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ซึ่งมีอัลกอริทึมคัดเลือกเนื้อหามาเฉพาะที่ผู้ใช้งานสนใจ ตนมองว่าจุดนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน และหากเห็นแววเด็กคนใดมีความรู้ความสามารถ เด็กคนนั้นอาจไปสอนเพื่อนๆ เด็กด้วยกันได้ ซึ่งเด็กมักจะฟังเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่

‘สื่อ ณ ปัจจุบัน ต้องทำตัวให้เหมือนกับผู้ที่ตรวจสอบเขาอย่างเดียวไม่ได้แล้ว เราก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยซ้ำไป บางครั้งในการนำเสนอข่าวข้อมูล ถ้าไม่ถูกต้องเราก็พร้อมแก้ไข ยิ่งสื่อออนไลน์ยิ่งทำให้เราต้องปรับตัว เพราะเมื่อก่อนเป็นหนังสือพิมพ์หรือทีวีอย่างเดียวเป็นการสื่อสารทางเดียว ผู้ชมผู้อ่านไม่สามารถมาโต้แย้งโต้เถียงอะไรกับเราได้นอกจากโทรศัพท์ แต่ปัจจุบันความเป็นสื่อออนไลน์มันสามารถมีข้อความโต้เข้ามา ก็ทำให้เราต้องปรับตัวเหมือนกัน’ เลขาธิการสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ กล่าว

สุดใจ พรหมเกิด ประธานมูลนิธิสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าช่วงอายุ 2 ปีแรกของเด็กต้องงดหน้าจออย่างเด็ดขาด แต่สำหรับคนทำงานด้านเด็กเห็นว่าควรเป็นช่วงปฐมวัย หรือ 6 ปีแรก เพราะเป็นช่วงเวลาที่สมองกำลังก่อร่างสร้างความเป็นมนุษย์ และสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์ได้คือการเรียนรู้จากมนุษย์ โดยมีผลการศึกษาจาก 2 ประเทศ 1.ญี่ปุ่น เก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างราว 5 หมื่นราย พบเด็กอยู่กับหน้าจอ 1 – 2 ปี พัฒนาการต่ำลงกว่ายุคสมัยที่เด็กยังเข้าไม่ถึงหน้าจอ

กับ 2.สหรัฐอเมริกา พบการที่เด็กเสพสื่อประเภทคลิปวิดีโอสั้น พบปัญหาความจำสั้นลงในช่วงสั้นๆ และกำลังทำการศึกษาต่อไปว่าจะมีผลต่อความจำในระยะยาวหรือไม่ ขณะที่โครงการสร้างเสริมทักษะเท่าทันสื่อเพื่อเด็กด้วยหนังสือพิมพ์ และต่อมาได้เพิ่มหนังสือพิมพ์ออนไลน์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ อยากให้มีการสนับสนุนต่อไปอีกเรื่อยๆ เพราะมองเห็นพัฒนาการ ซึ่งเดิมทักษะการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (MIDL) ก็เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว ยิ่งตั้งโจทย์ให้ใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อการสอนอีก ดูจะเป็นไปไม่ได้เลยในการถอดรหัสออกมา

ดังนั้นต้องชื่นชมคุณครูในการออกแบบหลักสูตรและกระบวนการคิดที่สามารถทำให้เด็กเชื่อมโยงกับหนังสือพิมพ์ คิด วิเคราะห์ แยกแยะและตั้งคำถามเป็น แยกได้ว่าอะไรจริง – ไม่จริง อะไรเป็นโฆษณา เป็นข้อเท็จจริง หรือเป็นเนื้อหาที่เจือปนดรามา ขณะเดียวกันก็ต้องชื่นชมสื่อหนังสือพิมพ์โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เช่น การนำเสนอคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่น เมื่อเด็กสนใจครูก็พาลงพื้นที่ โครงการนี้จึงเป็นนวัตกรรมตัดขวาง เชื่อมโยงโลกของเด็กเข้ากับชุมชน

‘ครูทำตัวเป็นโค้ช ไม่ใช่แค่ครูแต่เป็นกระบวนกรที่จัดการความรู้ให้กับเด็ก เสริมพลังให้เด็กได้แสดงศักยภาพ ดูกระบวนการง่ายๆ พอครูได้หลักสูตร ได้มาทดลองเอง กลับไปลงมือทำ หลายโรงเรียนไม่ได้ทำแค่ในห้องเรียน ไม่ได้ให้เด็กแค่อ่านหนังสือแล้วออกแบบสื่อของตัวเอง เขาเลียนแบบกระบวนการของหนังสือพิมพ์เลย เด็กนักเรียนได้เป็นกองบรรณาธิการเอง เลือกเรื่องขึ้นเอง บางพื้นที่ไปไกลนอกจากชั้นเรียน ทำทั้งโรงเรียนเลย บางโรงเรียนไปแตะชุมชนด้วย เสริมสร้างประชาธิปไตยในโรงเรียนและวิถีเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง’ สุดใจ กล่าว